วิธีดูแลอาการ Long Covid ทั้ง 6 ระบบ

วิธีดูแลอาการ-long-covid-imura-long

จากข้อมูลของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข วันที่ 11 เมษายน 2565 พบว่า ผู้ที่หายจากอาการ Covid 19 แล้วมีอาการต่อเนื่องเป็น Long Covid มักจะเป็นใน 6 ระบบของร่างกาย คือ

1.ระบบทางเดินหายใจ พบได้ 44.38% เช่น เหนื่อยง่าย หายใจไม่เต็มปอด ไอง่าย
2.ระบบทางจิตใจ พบได้ 32.1% เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า
3.ระบบประสาท พบได้ 27.33% เช่น อ่อนแรงเฉพาะที่เฉียบพลัน ปวดศีรษะ มึนศีรษะ หลงลืม
4.ระบบทั่วไป พบได้ 23.41% เช่น อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ
5.ระบบหัวใจและหลอดเลือด พบได้ 22.86% เช่น เจ็บหน้าอก ใจสั่น
6.ระบบผิวหนัง พบได้ 22.8% เช่น ผมร่วง ผื่นแพ้


วันนี้เราจึงมาแนะนำวิธีดูแลอาการ Long covid ทั้ง 6 ระบบ เพื่อให้คุณได้กลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ไม่ต้องมีอาการเหล่านี้คอยกวนใจกันนะคะ 😊


ระบบทางเดินหายใจ-long covid-imura long

  1. 1.อาการไอเรื้อรัง
    หลังจากติดเชื้อ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีอาการไอเรื้อรัง ทั้งแบบไอแห้ง ไอมีเสมหะ และไอแบบมีเลือดปนมาด้วย อาการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากเชื้อ เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจ ทำให้ในส่วนของเส้นประสาทและสารอักเสบของร่างกายออกมา ส่งผลให้ทางเดินหายใจมีความไวต่อสิ่งเร้าสูง เช่น หายใจก็อยากไอ ทานอาหารก็อยากไอ หรือแม้แต่พูดปกติก็จะไอ หรือในบางรายแค่ได้กลิ่นบางกลิ่นก็มีอาการไอหรือจามได้อาการไอดังกล่าวปกติแล้วจะค่อยๆดีขึ้นตามกลไกลการรักษาตัวเองของร่างกาย ซึ่งระยะเวลาการก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เนื้อเยื่อทางเดินหายใจได้รับตอนที่ติดเชื้อและการดูแลตัวเอง

    เราจึงอยากช่วยแนะนำวิธีการดูแลตัวเอง ให้ทุกท่านที่หายแล้วฟื้นตัวได้เร็ว ให้ไม่ต้องทรมานและไอจนคนรอบข้างระแวงอีกต่อไป

    วิธีดูแลอาการไอเรื้อรังหลังจากติดเชื้อ

  2. ทานยาแก้ไอ เพื่อลดอาการระคายเคืองในลำคอ
  3. ดื่มน้ำในปริมาณมาก เพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองคอ
  4. ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งมะนาว เพิ่มความชุ่มชื้นในลำคอ และลดเสมหะ
  5. ใช้สเปย์พ่น เพื่อลดการอักเสบและลดการระคายเคืองในลำคอ
  6. นอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่
  7. ไม่อยู่ในสถานที่ ที่มีอากาศแห้งมากเกินไป เพราะอาจเกิดการระคายเคืองในลำคอได้

หลีกเลียงบริเวณที่มีฝุ่นหรือควันเยอะ เพราะอาจทำให้อาการไอกำเริบ ขึ้นมาได้ ถ้าหากจำเป็นต้องไปสถานที่ที่มีฝุ่นควันเยอะจริงๆ ควรเอาหน้ากากอนามัยแบบพิเศษที่สามารถป้องกัน PM 2.5 ได้ เพื่อป้องกันฝุ่นควันเข้าสู่ทางเดินหายใจให้มากที่สุด

2.การดูแลอาการหายใจไม่อิ่ม

อย่างที่รู้กันว่า หลังจากติดเชื้อแล้วจะส่งผลกับระบบทางเดินหายใจและปอดเป็นหลักทำให้หลังจากหายมักจะมีอาการที่เป็นผลกระทบที่เกิดจากระบบหายใจถูกทำลายและการอักเสบของปอด คือหายใจไม่ทั่วท้อง รู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม หากปล่อยไว้อาจทำให้ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนไม่เพียงพอ ส่งผลให้ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่และส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันได้ เพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูไอย่างเต็มที่วันนี้เราจึงมาแนะนำวิธีการฟื้นฟูปอดง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ ด้วย

1.ฝึกหายใจ
มีความจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากตอนที่ปอดโดนเชื้อทำลายและเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดพังผืดขึ้นในปอด และปอดจะขาดความยืดหยุ่น ดังนั้นจึงต้องให้ปอดขยับบ่อยๆ เพื่อให้ความยืดหยึ่นของปอด ค่อยๆฟื้นตัวกลับมาด้วยการ

หายใจเข้าทางจมูกให้เต็มที่ จากนั้นหายออกมาทางปากอย่างช้าๆแล้วพูด “อู ” ยาวๆ ช้าๆ แล้วหายใจเข้าไปใหม่แล้วหายใจออกเช่นเดิม ทำ10-15 ครั้ง ทำทั้งหมด 5 เซ็ต

2.บริหารปอด
การบริหารปอดมีความต่างกับการฝึกหายใจคือ เน้นความอึดของการหายใจ เป็นหนึ่งในวิธีที่ฝึกให้ปอดขยายตัวได้อย่างเต็มที่ เพิ่มความยืดหยุ่น ค่อยๆให้ปอดฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติได้ ด้วยการ

ใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ชื่อว่า Triflow โดยภายในเครื่องจะมีลูกปิงปองอยู่ 3 ลูก และต้องพยายามเป่าลมเข้าไปผ่านสาย ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ลูกปิงปองลอยได้สูงที่สุดและนานที่สุด

3.ออกกำลังกายเบาๆ
เนื่องจากในช่วงแรกร่างกายมีการอ่อนเพลียจากอาการติดเชื้อ และไม่ค่อยได้มีการเคลื่อนไหว ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นอีกส่วนที่สำคัญ เพื่อให้ร่างกายได้กลับมากระชุ่มกระชวย และเลือดไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้สามารถนำสารอาหารไปฟื้นฟูส่วนต่างๆของร่างกายได้ดี

โดยในตอนเริ่มแรกที่เพิ่งฟื้นตัว ควรออกกำลังกายเบาๆก่อน เช่น เดินเบาๆ เดินเร็ว วิ่งจ๊อกกิ้ง

4.ทานสารอาหารที่ช่วยในกระบวนการฟื้นฟูร่างกาย
หลังจากติดเชื้อมาปอดต้องการการฟื้นฟูเป็นพิเศษ เพื่อต้านการอักเสบ และอนุมูลอิสระที่จะเข้าไปทำลายปอด เพื่อให้ปอดได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่และทำงานได้อย่างปกติ ซึ่งอาหารที่หาทานง่ายที่สุดที่แอดมินจะมาแนะนำในวันนี้คือ

มะเขือเทศ ที่มีสารไลโคปีนสูงและเป็นสารที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่จะช่วยลดการอักเสบของทางเดินหายใจในผู้ที่เป็นโรคหอบหืดและช่วยเรื่องการทำงานของปอดในผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

 

ดูแลระบบหัวใจ-long covid-imura long

การดูแลอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด

หลังจากหายจาก Covid 19 ผู้ป่วยที่เป็น Long covid มีจำนวนกว่า 22.86% ที่มีอาการเกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งคาดว่าเกิดจากการต่อสู้ของระบบภูมิคุ้มกันและเชื้อไวรัสที่เข้ามายังหัวใจ ทำให้หัวใจมีความผิดปกติ

วิธีตรวจเช็คเบื้องต้น อาการ Long covid ที่เกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด

  1. ใจสั่น
  2. เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย
  3. มีอาการเจ็บบริเวณหน้าอกแบบแปลกๆ
  4. หัวใจเต้นผิดจังหวะ

    ถ้าหากพบอาการผิดปกติมากกว่า 1 ข้อ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คร่างกายทันที เนื่องจากอาการทางหัวใจจาก Long Covid ไม่ได้มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง ต้องอยู่ในการวินิจฉัยของแพทย์


    ดูแลระบบทั่วไป-long covid-imura long

    การดูแลอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทั่วไป

    หลังจากติดเชื้อ Covid-19 เชื้อไวรัสได้เข้าไปทำลายทางเดินหายใจและปอด ทำให้ปอดไม่สามารถรับอ๊อกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะได้รับอ๊อกซิเจนไม่เพียงพอและเกิดการอักเสบตามส่วนต่างๆของร่างกาย ที่หลงเหลือจากการต่อสู้ของภูมิคุ้มกันกับไวรัส ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ ได้

    อาการเหล่านี้ถ้าพบว่าตัวเองเป็นต้องรีบดูแลตัวเองอย่างด่วนที่สุด ก่อนที่เนื้อเยื่อในร่างกายจะเสียหายจนฟื้นฟูได้ยาก

    รีบดูแลอย่างด่วนที่สุดด้วย 5 วิธีการดูแลตัวเองจากอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ หลังจากหายจาก Covid 19
    1.ฝึกหายใจ เพื่อฟื้นฟูปอดให้ร่างกายสามารถรับอ๊อกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากขณะติดเชื้อทางเดินหายใจและปอดเกิดการอักเสบทำให้ความยืดหยุ่นน้อยลง การฝึกหายใจจะทำให้กล้ามเนื้อปอดกลับมายืดหยุ่น และทำงานได้ดีขึ้นอีกครั้ง สามารถดู 6 ท่าการฝึกหายใจได้ที่ >>>>> (ลิงค์ ท่าฝึกหายใจ ฟิตปอด)
    2.ออกกำลังกายในระดับที่เหมาะกับร่างกายในแต่ละช่วงของการฟื้นตัวหลังจากหายติดเชื้อ เพื่อให้ร่างกายโดยรวมฟื้นตัวได้อย่างเหมาะสม และให้ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉง ไม่ง่วงซึม อ่อนล้า อ่อนเพลีย และเพื่อให้มีกำลังใจในการออกกำลังกาย โดยไม่ท้อไปเสียก่อน สามารถศึกษาวิธีการออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสมหลังจากหาย Covid 19 ได้ที่>>>>>> (ลิงค์ ฟื้นตัวจาก Long Covid ด้วยการออกกำลังกายให้เหมาะสมในระยะเวลา 5 สัปดาห์)
    3.จัดเวลาการพักผ่อนร่างกายให้เหมาะสมระหว่างวัน ไม่หักโหมทำกิจวัตรประจำวันมากจนเกินไป เช่นไม่ควรเดินในระยะทางไกลๆ ไม่ควรตากแดดจนเกินไป ถ้าหากอ่อนเพลียมากๆระหว่างวัน ก็ควรจัดเวลาพักให้เหมาะสม
    4.ทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเพื่อให้ร่างกายสามารถรักษาระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ไม่อ่อนเพลียควรเลือกทานอาหารตามหมวดต่างๆดังนี้
    ควรทานโปรตีนในระดับที่พอเหมาะ เพราะโปรตีนจะช่วยให้ร่างกายรักษาความสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดรวมถึง ช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อเซลล์ต่างๆที่โดนทำลาย ให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
    โพรไบโอติก จุลินทรีย์ที่รู้จักกันหลักๆในเรื่อง ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย แต่ไม่เพียงเท่านั้น ผลการวิจัยของ Harvard Medical School ได้สรุปว่า ตัวโพรไบโอติกยังมีส่วนช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ส่งผลกับอารมณ์ ลดความเครียดและความวิตกกังวลได้อีกด้วย
    ทานอาหารที่มีกากใย เพื่อให้ภายในลำไส้ยังมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์กับร่างกาย ให้ร่างกายมีสุขภาพโดยรวมที่ดีขึ้น
    5.หลีกเลี่ยงอาหาร Junk Food เช่นอาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ของหมักดอง ปิ้งย่าง แอลกอฮอล์ ของทอดของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ ล้วนทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง และมีส่วนทำให้การฟื้นตัวช้าลงอีกด้วย
    6.เลือกทาน Imura long อาหารเสริมสำหรับผู้เป็น Long Covid ช่วยบำรุง ฟื้นฟูปอดที่ถูกทำลาย ไม่ต้องกังวลกับผลข้างเคียงที่ทำอะไรนิด อะไรหน่อยก็เหนื่อยง่าย อ่อนล้า อ่อนเพลีย ให้คุณได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ พร้อมลุยทุกงาน ทุกกิจกรรม ทุกสถาณการณ์ได้อีกครั้ง

ดูแลระบบประสาทและสมอง-long covid-imura long

การดูแลอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท

ในขณะที่ติดเชื้อ นอกจากเชื้อจะเข้าไปทำลายปอดและอวัยวะอื่นๆของร่างกายแล้ว ในบางรายอาจมีการส่งผลถึงระบบประสาท เนื่องจากอ๊อกซิเจนภายในร่างกายน้อยเกินไป เพราะปอดทำงานได้อย่างไม่เต็มที่ ทำให้สมองและระบบประสาททำงานผิดปกติไป
หรืออีกสาเหตุนึงที่มีผลกับระบบประสาทโดยตรง มาจากภูมิคุ้มกันในตัวผู้ป่วยทำงานต่อสู้กับไวรัส จนเกิดการอักเสบกับระบบประสาทและสมอง รวมทั้งการติดเชื้อ ยังทำให้เกิดอาการตีบตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ซึ่งส่งผลโดยตรงให้สมองได้รับอ๊อกซิเจนน้อยลง ซึ่งส่งผลกับระบบประสาทและสมองโดยตรง

วิธีตรวจเช็คเบื้องต้น ว่าอาการปวดหัว อ่อนเพลีย ว่าเป็นผลกระทบเรื้อรังจากการติดเชื้อหรือไม่

  1. ปวดศีรษะมึนงงสับสน
  2. มีอาการสมาธิสั้น
  3. มีอาการซึม
  4. มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ชาตามร่างกาย หรือชาแขนขา
  5. หน้าเบี้ยว พูดไม่ได้หรือพูดไม่ชัด
  6. สมองไม่โปร่ง

วิธีดูแลตนเองเมื่อรู้สึกว่าเริ่มมีอาการทางระบบประสาทและสมอง
– หลีกเลี่ยงความเครียด
– นอนหลับให้เพียงพอ
– และสุดท้ายคือปรึกษาแพทย์และหาแนวทางแก้ไข อย่างถูกต้อง เพราะถ้าหากปล่อยไว้อาจทำให้การฟื้นฟูส่วนที่โดนเชื้อทำลายได้ยาก อาจกินเวลาหลายเดือนหรืออาจเป็นปีเลยก็เป็นได้

การดูแลผิวหนัง-long covid-imura long

  • การดูแลอาการที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง
    อาการทางผิวหนังที่เกิดขึ้นหลังจากหาย Covid 19 เกิดจากภูมิต้านทานสร้างเม็ดเลือดขาวมาต่อสู้กับไวรัสภายในร่างกาย ททำให้มักจะเป็นผื่นคัน ผื่นนูนแดง ผื่นตุ่มใสๆ ผื่นแบบลมพิษ หรือบางรายอาจมีอาการผมร่วงร่วมมาด้วยวิธีการแยกระหว่างอาการทางผิวหนังปกติกับอาการผิวหนังปกติ โดยสังเกตุจากอาการผลข้างเคียงจาก Long covid อื่นๆร่วมด้วย เช่นเป็นไข้ ตัวร้อน ปวดหัว อ่อนเพลีย

    วิธีการดูแล

  • หมั่นรักษาความสะอาดบ่อยๆ
  • ทาโลชั่นบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่นชื้นให้ผิวหนัง หรือนำไปแช่ตู้เย็นไว้แล้วนำมาทา จะได้ความรู้สึกที่ดีขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการเกา เป็นการลูบเบาๆ บริเวณที่มีอาการคันแทน
  • ตัดเล็บให้สั้น เพื่อไม่ให้เล็บสร้างความเสียหายกับผิวหนังเวลาที่เผลอเกา
    ถ้าหากว่าเป็นหนัก ควรซื้อยาแก้คันสำหรับผิวหนังมาทา แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชก่อนใช้งาน
    ถ้าหากว่าเป็นเยอะขึ้น และเป็นในระยะเวลานาน ควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาและหาแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง

การดูแลอาการเกี่ยวกับจิตใจ-long covid-imura long

การดูแลอาการที่เกี่ยวข้องกับทางจิตใจ


หลังจากหายจาก Covid 19 ผู้ป่วยกว่า 32.1% มีภาวะซึมเศร้าเป็นเวลานาน ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ทั้งมาจากผลกระทบต่อระบบประสาทโดยตรงที่ทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติ และทางจิตใจที่เกิดจากสภาวะจิตใตของผู้ป่วยเอง ในส่วนนี้เราจะมาพูดถึงผลกระทบต่อจิตใจกันนะคะ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุหลักๆ


1.ได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีตอนที่เข้ารักษาตัว
อาการนี้เกิดจากตอนนี้เข้ารับการรักษา อาจจะมีความวิตกกังวลมากเป็นพิเศษกับอาการของตนเองว่าอาจมีอาการรุนแรง หรือกังวลว่าอาจมีผลแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ หรืออาจพบกับอาการแทรกซ้อนรุนแรงกับตัวเอง จนเกิดการกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง ทำให้จิตใจอยู่ในสภาวะซึมเศร้าเป็นระยะเวลานาน พอนานเข้าสารเคมีในสมองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งส่งผลกับอารมณ์ในระยะยาว
2.หลังจากหายแล้วร่างกายไม่เหมือนเดิม เพราะมีอาการ Long covid
อีกหนึ่งส่วนที่เป็นเหตุผลหลักๆที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า คือร่างกายไม่เหมือนเดิม เพราะโดนเชื้อ Covid 19 ทำลาย ทำให้เกิดอาการทางเดินหายใจ ทำอะไรก็เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่นกระฉับกระเฉงเหมือนเดิม

เมื่อรู้สึกว่าตัวเองหรือคนรอบข้างมีสภาพจิตใจที่ไม่เหมือนเดิมต้องหันกลับมาและใส่ใจตัวเองด้วย 7 วิธีดูแลสภาพจิตใจหลังจากหาย Covid 19
1.หางานอดิเรกเล็กๆน้อยๆทำ เพื่อให้จิตใจได้โฟกัสกับกับสิ่งที่ชอบ และสร้างความเพลิดเพลินระหว่างทำได้
2.พูดคุยกับเพื่อนหรือคนในครอบครัว หรือทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน
3.ลด ละ เลิก เสพข่าวหรือสื่อโซเชี่ยลมีเดีย ที่อาจส่งผลให้เกิดความเครียด
4.งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ช้าลง และยังส่งผลต่อระบบประสาทและจิตใจโดยตรงอีกด้วย
5.ผ่อนคลายจิตใจตัวเองด้วยการฝึกสมาธิ ด้วยการทำอะไรง่ายๆ เช่น นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ เล่นโยคะ
6.พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในกรณีที่มีอาการต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ แนะนำการรักษาอย่างถูกวิธี
เป็นทางที่ดีสุดในการดูแลสภาพจิตใจให้กลับมาเต็ม 100 อีกครั้ง เราขอเป็นกำลังใจให้คุณนะคะ

อาการ Long Covid ตัวช่วยเสริมอาหารดีๆ เข้าสู่ร่างกายด้วยผลิตภัณฑ์ Imura Long สั่งซื้อได้แล้ววันนี้ที่ https://www.facebook.com/ImuraLong 

โรคร้ายใกล้ตัวคุณที่ไม่อาจมองข้าม “โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง”

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง-imurathailand

ต่อมน้ำเหลือง รู้กันดีอยู่แล้วว่าร่างกายของคนเรานั้นประกอบด้วยน้ำเหลือง และเลือด แล้วระบบน้ำเหลืองสำคัญกับเราอย่างเรา

ระบบน้ำเหลืองคืออะไร

ระบบน้ำเหลือง (Lymphatic System) คือการเชื่อมต่อระหว่างเนื้อเยื่อ หลอดเลือด และอวัยวะในร่างกายเพื่อไหลเวียนของเหลวไร้สี ที่เรียกอีกอย่างว่า “น้ำเหลือง) ให้กลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต

น้ำเหลืองจะไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกาย คล้ายกับการไหลเวียนของเลือด

หน้าที่หลัก ของระบบน้ำเหลือง มีอะไรบ้าง (เรามาดูกันค่ะ)

-รักษาความสมดุลระดับน้ำในร่างกาย โดยการสะสมน้ำส่วนเกินที่ไหลออกมาจากเซลล์และเนื้อเยื่อ แล้วส่งกลับเข้าสู่กระแสเลือด

-ดูดซึมไขมันและวิตามินที่ละลายในไขมัน ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร แล้วส่งคืนกลับเข้าสู่กระแสเลือด

-ป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ โดยการผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดลิมไฟไซต์ (Lymphocyte) รวมถึงเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นๆ ที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายเช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย เป็นต้น  ลำเลียงและกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติออกจากน้ำเหลือง

ส่วนประกอบของน้ำเหลือง

ระบบน้ำเหลืองเป็นอะไรที่ซับซ้อน ดังนั้นวันนี้จะมาแยกแยะส่วนต่างๆให้ดูกันค่ะว่าน้ำเหลืองมีส่วนใดบ้าง

-น้ำเหลือง คือของเหลวส่วนเกินที่ไหลออกมาจากเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย รวมเข้ากับสารอื่นๆ เช่น โปรตีน แร่ธาตุ ไขมัน เซลล์น้ำเหลืองช่วยลำเลียงเซลล์เม็ดเลือดขาวไปยังจุดต่างๆ ในร่างกาย เพื่อช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคและการติดเชื้อต่างๆ

-ต่อมน้ำเหลือง มีลักษณะคล้ายเม็ดถั่ว ทำหน้าที่คอยสังเกตุการณ์และกรองเอาของเสียและเซลล์มะเร็งออกจากน้ำเหลือง นอกจากนี้ยังผลิตและเก็บเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ และเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นๆ ที่จะโจมตีรวมถึงกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเราอีกด้วย

ในร่างกายคนเรานั้นจะมีต่อมน้ำเหลืองอยู่ประมาณ 600 ต่อม ซึ่งกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วร่างกาย และเมื่อร่างกายเกิดการอักเสบ ติดเชื้อ ต่อมน้ำเหลืองก็มักจะตอบสนองด้วยการบวมขึ้น เพราะมีการสะสมของเซลล์เม็ดเลือดขาว เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ ที่อยู่ในต่อมน้ำเหลือง

-ท่อน้ำเหลือง ทำหน้าที่ในการลำเลียงน้ำเหลืองไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย ท่อน้ำเหลืองนั้นจะรวบรวมเซลล์และน้ำเหลืองส่วนเกิน ก่อนจะนำไปกรองที่ต่อมน้ำเหลือง ท่อน้ำเหลือง ทำงานคล้ายกับหลอดเลือด แต่จะมีแรงดันในท่อน้ำเหลืองที่ต่ำกว่ามาก และมีวาล์วสำหรับเปิดปิดเพื่อช่วยให้น้ำเหลืองไหลไปในทิศทางเดียวกัน

-ท่อรวบรวม คือท่อที่เชื่อมต่อระหว่างท่อน้ำเหลืองกับหลอดเลือดดำ ทำหน้าที่นการส่งน้ำเหลืองคืนเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อให้ปริมาณและแรงดันของเลือดอยู่ในระดับที่ปกติ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้มีน้ำสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อมากเกินไปอีกด้วย

โรคที่เกี่ยวกับระบบน้ำเหลืองที่พบได้บ่อย 

-มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
-ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ
-โรคบวมน้ำเหลือง


วันนี้จะนำโรคที่เกี่ยวกับน้ำเหลืองที่เป็นโรคอันดับต้นๆ ที่พบบ่อยในคนไทยเลยก็ว่าได้ นั่นคือ “โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง”


“มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” เป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่อยู่ใกล้ตัวเรา และไม่ควรมองข้ามเช่นกัน ควรใส่ใจและให้ความสำคัญ โดยการสังเกตตนเองอยู่เสมอ เมื่อพบเจอสิ่งผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ทันท่วงที เพื่อรีบรักษา

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง คืออะไร?

โรคที่มีเนื้องอกร้ายชนิดหนึ่งเกิดขึ้นที่ต่อมน้ำเหลืองหรือโครงสร้างต่อม ซึ่งระบบน้ำเหลืองก็เป็นระบบหนึ่งของภูมิคุ้มกัน ประกอบไปด้วย อวัยวะน้ำเหลือง ได้แก่ ม้าม และไขกระดูก ซึ่งภายในอวัยวะเหล่านี้จะเต็มไปด้วยน้ำเหลือง  มีหน้าที่นำสารอาหารและเซลล์เม็ดเลือดขาวไปทั่วร่างกาย และเมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวเหล่านี้เกิดความผิดปกติ จึงทำให้เกิดเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองขึ้นมา

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถเกิดได้ในทุกที่ในร่างกาย เพราะต่อมน้ำเหลืองมีอยู่ทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น คอ รักแร้ ข้อพับแขน ข้อพับขา ช่องอกหรือช่องท้อง แต่ยังไงก็ตามเซลล์น้ำเหลืองก็ยังอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกายด้วย ไม่ว่าจะเป็นลำไส้ หรือกระเพาะ จึงสามารถเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้หมดทุกที่

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองยังไม่ทราบแน่ชัด แต่จากการคาดการณ์เบื้องต้นพบว่ามีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่

  • ปัจจัยทางเคมี วัตถุทางเคมีที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น สารเคมีปราบศัตรูพืช น้ำยาย้อมผม เป็นต้น
  • ปัจจัยทางภูมิคุ้มกัน ผู้ที่มีสมรรถภาพภูมิคุ้มกันโรคลดลง เช่น โรคเอดส์ การปลูกถ่ายอวัยวะ โรคไขข้ออักเสบ เป็นต้น
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม การเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้น มีความชัดเจนที่เกิดมาจากกรรมพันธุ์ทางครอบครัว เช่น พี่น้องอาจเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองตามลำดับ หรือเป็นพร้อมกัน สาเหตุจากไวรัส การติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัส HIV เป็นต้น

ปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ดีขึ้นมาก ส่งผลทำให้อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น เนื่องจากการรักษาที่ดีขึ้น สำหรับวัยที่ตรวจพบมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สามารถพบได้ในกลุ่มวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 20 ปีถึง 40 ปี  ทั้งนี้ก็ยังมีการตรวจพบในผู้สูงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป

อาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

คลำพบก้อนที่บริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น คอ รักแร้ ขาหนีบ โดยก้อนเหล่านั้นจะไม่มีอาการเจ็บ ต่างจากการติดเชื้อที่จะมีอาการเจ็บที่ก้อนเนื้อ มีไข้ หนาวสั่น มีเหงื่อออกมากในกลางคืน เบื่ออาหาร น้ำหนักลดเร็ว  อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ ไอเรื้อรัง หายใจไม่สะดวก ต่อมทอนซิลโต ปวดศีรษะ ซึ่งอาการนี้มักพบบริเวณต่อมน้ำเหลืองในระบบประสาท แต่บางครั้งการคลำเจอก้อนก็อาจไม่ใช่ก้อนมะเร็งเสมอไป เพราะอาจเป็นเรื่องของการอักเสบจากการติดเชื้อ หรืออาจเป็นตัวโรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่มะเร็ง


มะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถรักษาให้หายเด็ดขาดได้ ถ้าไม่ได้อยู่ในระยะแพร่กระจาย จึงควรสังเกตตัวเองอยู่เสมอ หากคลำเจอก้อนเวลาอาบน้ำก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อการรักษาได้อย่างทันท่วงที


สำหรับระยะของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 พบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพียงตำแหน่งเดียว เช่น บริเวณลำคอด้านซ้าย หรือบริเวณรักแร้ด้านขวา บริเวณใดบริเวณหนึ่ง

ระยะที่ 2 พบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองตั้งแต่สองตำแหน่งขึ้นไป แต่จะต้องอยู่ด้านเดียวกันของกระบังลม เช่น บริเวณคอด้านซ้าย และคอด้านขวา หรือคอซ้ายกับรักแร้ซ้าย

ระยะที่ 3 พบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งส่วนบนและส่วนล่างของกระบังลม เช่น มีต่อมน้ำเหลืองโตที่รักแร้ร่วมกับที่ขาหนีบ

ระยะที่ 4 โรคจะกระจายออกนอกระบบน้ำเหลือง เช่น เกิดที่ไขกระดูก หรือเนื้อเยื่ออวัยวะอื่น เช่น ตับ ปอด สมอง กระดูก

วิธีการตรวจหามะเร็งต่อมน้ำเหลือง

แพทย์จะทำการซักประวัติคนไข้ และตรวจร่างกายเป็นลำดับ หรือตัดชิ้นเนื้อของต่อมน้ำเหลืองออกไปตรวจทางพิษวิทยา ส่วนการรักษาจะใช้วิธีการให้ยาเคมีบำบัด จำนวนครั้งในการให้ขึ้นอยู่กับแพทย์ที่ดูแลในเคสนั้นๆ

ซึ่งการรักษาโรคนี้จะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแลอยู่ หากตัวโรคมีความรุนแรงมากจะใช้วิธีการฉายแสงจากภายนอก หรือในคนไข้ที่มีข้อห้ามในเรื่องของการให้ยาก็จะได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้เช่นกัน
โดยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะไม่ต้องผ่าตัด เนื่องจากเป็นโรคที่ตอบสนองต่อยาและแสงเคมีบำบัดมากๆ อยู่แล้ว

วิธีการดูแลตนเองสำหรับโรคนี้ คือ

พยายามทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อาจจะเน้นอาหารที่มีพลังงานเยอะ เช่น ไข่ขาว หรืออาหารที่มีโปรตีนสูงก็ช่วยได้ เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ แต่ควรหลีกเลี่ยงพวกยาชุด ยาชุด ยาหม้อ ยาลูกกลอน และควรออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยให้สุขภาพดี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
อ. พญ.กีรติกานต์ บุญญาวรรณดี
หน่วยรังสีรักษา และมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

 

 

5 โรคมะเร็งคร่าชีวิตคนไทย

ปัญหาจากการทำคีโม-เพิ่มภูมิคุ้มกัน-NK Cell-www imurathailand

5 โรคมะเร็งคร่าชีวิตคนไทย

โรคมะเร็ง หากท่านใดเคยพบหรือเคยป่วยด้วยโรคนี้มาก่อนคงเรียกได้ว่าเหมือนโลกมืดไปทั้งใบเลยก็ว่าได้ เพราะคงไม่มีใครอยากป่วยเป็นโรคมะเร็ง วันนี้เราจะนำอันดับโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเรามากที่สุดมาจัดอันดับ เพื่อที่เราจะได้ระวัง ป้องกัน เพื่อห่างจากโรคมะเร็งร้ายเหล่านี้ค่ะ

“รู้ไว้ก็ไม่เสียหายนะคะ กับ 5 อันดับมะเร็งที่พบมากในคนไทย”

โรคมะเร็ง เรียกได้ว่าเป็นสาเหตุต้นๆ ของการเสียชีวิตสำหรับคนไทยเลย นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรคมะเร็งจะมีโอกาสเกิดขึ้นกับคนอายุน้อยที่เริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นแล้ว ผลกระทบจากภายในและภายนอกร่างกาย ก็ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเกิดโรคมะเร็งได้เช่นกัน


แล้วเรามีโอกาสที่จะเลี่ยงให้ไกลจากโรคมะเร็งนี้ได้หรือไม่


ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งนั้น ยังไม่มีใครสามารระบุชัดเจนได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด เพราะร่างกายของแต่ละคน และสุขภาพของแต่ละบุคคลนั้น มีการใช้ชีวิตประจำวันที่แตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนั้นพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นเหตุกระตุ้นทำให้เกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นมีหลายปัจจัย วันนี้จะยกตัวอย่างให้ดูค่ะ

  • อายุ
  • กรรมพันธุ์
  • ความไม่สมดุลทางฮอร์โมน
  • การรับประทาน
  • สูบบุหรี่
  • การใช้สารเคมี
  • ออกกำลังกาย

ปัจจัยเสี่ยงแต่ละรายนั้นไว้รอบหน้าจะแยกออกมาให้ทราบกันอีกทีนะคะ


สัญญาณเสี่ยงเกิดโรคมะเร็ง มีด้วยกัน 7 สัญญาณ

  1. ระบบขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลง
  2. แผลที่ไม่รู้จักหาย
  3. ร่างกายมีก้อนตุ่ม
  4. กลุ้มใจเรื่องการกลืนอาหาร
  5. ทวารทั้งหลายมีเลือดไหล
  6. ไฝ หูดที่เปลี่ยนไป
  7. ไอและเสียงแหบจนเรื้อรัง

หลังจากเรียนรู้เรื่องปัจจัยการเกิดโรคมะเร็งกันไปแล้วถึงคราวอันดับเกิดโรคมะเร็งกับคนไทยเราบ่อยที่สุดกันค่ะ นั่นก็คือ 5 อันดับโรคมะเร็งที่พบในคนไทยมากที่สุด เรามาดูกันว่าทำไมถึงเกิดกับคนไทยเราบ่อยและมากเพราะอะไร และเกิดกับผู้ชายหรือผู้หญิงมากกว่ากัน เราจะได้สำรวจสุขภาพและป้องกันโรคร้ายนี้ให้มากขึ้นกันค่ะ

5 อันดับ มะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย

1.มะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี

โรคมะเร็งตับเป็นโรคที่พบในคนไทยมากที่สุดอันดับ 1 เลยและพบมากสุดในเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 3 เท่า ช่วงอายุที่พบคือ 30-70 ปี ในระยะแรกของโรคมะเร็งตับนั้นมักไม่แสดงอาการ ซึ่งกว่าจะทราบการวินิจฉัยก็มักจะอยู่ในช่วงท้ายและไม่สามารถรับการรักษาได้ทัน จึงส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมากที่สุด

โรคมะเร็งตับมีสาเหตุหลักคือ การได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ การดื่มแอลกอฮอล์ รับสารพิษอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) หรือการได้รับยาบางชนิดและพันธุกรรม เป็นต้น

1.1โรคมะเร็งท่อน้ำดี 

โรคมะเร็งในท่อน้ำดี พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง พบช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในท่อน้ำดีคือการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะปลาน้ำจืดแบบดิบ ทำให้ได้รับตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับ เกิดการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่นคนในครอบครัวเป็นมะเร็งในท่อน้ำดี ภาวะท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

2.โรคมะเร็งปอด

โรคมะเร็งปอดเป็นโรคพบมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง สาเหตุหลักของโรคมะเร็งปอดมาจากการสูบบุหรี่ หรือ ได้รับควันบุหรี่ โดยอาการเริ่มแรกมีอาการไอ มีเสมหะ หรือไอมีเลือด เจ็บหน้าอก หายใจดังและถี่ ความอยากอาหารลดลง เป็นต้น 

  1. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะวัยทำงาน อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มักปรากฎให้เห็นเช่น อุจจาระมีเลือดปน น้ำหนักตัวลด มีอาการลำไส้อักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

 4.มะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งเต้านม พบมากในผู้หญิงตั้งแต่วัยสาวเป็นต้นไป สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม โดยสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านมมีหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ อายุ มีประจำเดือนตอนอายุน้อย ๆ หรือหมดประจำเดือนช้ากว่าปกติ เป็นต้น

5.มะเร็งปากมดลูก

โรคมะเร็งปากมดลูก พบในผู้หญิงและมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่าย พบในช่วงอายุ 30-70 ปี โดยพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุหลักๆ คือ เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์  เป็นต้น

เป็นอย่างไรกันบ้างคะโรคมะเร็ง5อันดับที่คนไทยเป็นมากที่สุดมันไม่น่าคบหาเลยนะคะ เราต้องดูแลสุขภาพ หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี ออกกำลังกายและทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ควรทานให้ครบ 5 หมู่ และควรหลีกเลี่ยงสารก่อให้เกิดโรคมะเร็งต่างด้วยนะคะ หรือเลือกทานอาหารเสริมที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือเลือกดื่ม I.M.U.RA ก่อนนอนสัก 1 ซองช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยให้เราเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดเพชรฆาต เพื่อฆ่าเซลล์ร้ายถ้าหากเจอ หรือไวรัสตัวร้ายได้อีกด้วยค่ะ

สนใจสอบถามได้ที่ 

FB:https://www.facebook.com/imuramamasita
website: https://www.imurathailand.com/
Line OA: @imuramamasita

 

มาจะเล่าให้ฟัง “CANCER WITH ME” ส่งต่อกำลังใจให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกคน

CANCER WITH ME-www imurathailand

“CANCER WITH ME” การส่งต่อเรื่องราวของเธอจะเป็นอย่างไรเราไปพบกับเธอได้เลยค่ะ

สวัสดีค่ะชื่อต่ายเจ้าของเพจ “มาจะเล่าให้ฟัง CANCER WITH ME” เป็นผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะ 4 ค่ะมีแรงบันดาลใจจากการป่วยและอยากให้กำลังใจคนที่ป่วยเหมือนกันจึงอยากส่งต่อกำลังใจให้ทุกๆคน

ต่ายเป็นสาววัยทำงานคนนึงที่ชีวิตกำลังไปได้สวยมากๆ ทั้งหน้าที่การงานชีวิตส่วนตัว และที่สำคัญต่ายกำลังจะแต่งงานในอีกไม่กี่เดือน แต่ภารกิจต่างๆต้องถูกพับเก็บไว้ก่อน เนื่องจากหลังวันเกิดอายุ 28 ปีเพียงไม่กี่เดือนต่ายถูกตรวจพบว่ามีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ราวๆ 8 cm. อยู่ในช่องอกจากการทำ x-ray ปอดคุณหมอไม่นิ่งนอนใจจับเราทำ CT-SCAN ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจจึงมั่นใจว่าเราเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด (Hodgkin’s) เข้าระยะที่ 4 นอกจากก้อนตรงช่องอก ยังเจอที่ตับด้วยอีกนิดหน่อยตอนนั้นบ้านเราช็อกกันหมดทั้งบ้าน เพราะเราแข็งแรงดีไม่มีสัญญาณใดๆบ่งบอกเลยว่าจะเป็นมะเร็งตอนอายุเท่านี้

แน่นอนวันที่รู้ว่ามะเร็งเข้ามาเยือนตัวเราแล้ว ถ้ามัวแต่ตกใจสติหลุดฟูมฟายคงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแน่ๆ เราตั้งสติศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ทั้งกับญาติๆเราที่เป็นคุณหมอและศึกษาข้อมูลงานวิจัยผ่านทาง Internet รวมถึงทั้งปรึกษาคุณหมอเจ้าของไข้ของเราด้วย คุณหมอบอกว่าเราอาจโชคร้ายที่เป็นมะเร็งแต่ก็ยังโชคดีที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ เพราะมะเร็งตัวนี้ตอบสนองต่อยาดีมากๆ ต่อให้เป็นระยะ 4 โอกาสในการหายขาดก็มีมากด้วย เราได้ทั้งกำลังใจจากคนรอบข้างและที่สำคัญคือกำลังใจจากตัวเอง

คุณหมอวางแพลนให้คีโมบำบัดสูตรที่ 1 (จำนวน 6 Cycle) โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 4-5 เดือนเมื่อถึงเวลาที่ต้องเริ่มให้คีโมบำบัดครั้งแรกเราก็ตื่นเต้นมากมันจะแย่ขนาดไหนกันนะได้ยินคนเค้าพูดกันมาว่ามันต้องทรมานอย่างนั้นอย่างนี้สรุปตอนที่ให้ก็เหมือนให้น้ำเกลือปกติเรานั่งคุยกับที่บ้านนั่งทานข้าวอย่างสบายใจแต่หลังจากนั้นประมาณ 3-5 วันเราจะมึนๆต้องรอให้ร่างกายฟื้นตัวก็จะค่อยๆดีขึ้นตามลำดับเราไม่ค่อยแพ้คีโมเท่าไหร่ไม่เคยอาเจียนเลยสักครั้งเวลาเรากำลังรอฟื้นตัวจากคีโมเราก็จะคิดว่าถ้าเราฟื้นตัวแล้วเราจะทำอะไรดีนะใส่ชุดสวยไปเที่ยวไหนดีใส่วิกอันไหนดี
เราให้คีโมตั้งแต่ต้นจนจบเราก็ยังขับรถไปทำงานประจำของเราตามปกตินะเราคิดตลอดว่าไม่เป็นไรรักษาไปเดี๋ยวมันก็ต้องหายเราใช้ชีวิตค่อนข้างปกติมากๆแค่ระวังตัวมากขึ้นเราจะไม่โฟกัสกับตัวโรคมากจนจิตตกเราถือคติที่ว่าใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกๆวันไม่ว่าจะต้องต่อสู้กับอะไรก็ตาม

ตามคาดเราทำ Pet/CT scan หลังให้ยาเคมีบำบัดไป 3 cycle ผลออกมาดีมากคือก้อนเนื้อยุบลงไปเยอะมากตรงช่องอกจาก 8.8 cmเหลือเพียง 3 cm. กว่าๆเท่านั้นเองตรงตับก็ไม่มีจุดอะไรแล้วแต่โชคอาจไม่เข้าข้างเท่าไหร่เพราะหลังจากจบคอร์สการให้ยา 2 เดือนกลับพบว่าก้อนเนื้อตรงช่องอกกลับยังไม่สงบจริงๆมันยังโตขึ้นมาอีกจากมิลกลับมาเป็นเซนติเมตร แถมยังกระจายไปตรงหลอดลมอีกด้วยคราวนี้ต้องมาวางแผนการรักษาใหม่คือเปลี่ยนยาเคมีบำบัดสูตรใหม่ที่แรงขึ้นกว่าเก่าหลายเท่าตัว + ให้ยามุ่งเป้าร่วมด้วยพร้อมทั้งตัองปลูกถ่ายไขกระดูกอีกโดยของเราสามารถใช้สเต็มเซลล์ของตัวเองในการปลูกถ่ายได้เพราะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและสามารถเก็บสเต็มเซลล์ได้เกินเป้าที่คุณหมอต้องการตอนนั้นคิดในใจเลยว่าดีจังตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ด้วย

มาถึงวันนี้เรารักษาครบทุกขั้นตอนในระยะเวลา 1 ปีกับอีก 4 เดือนเหลือแค่ยามุ่งเป้าที่ต้องให้ต่ออีกแค่ 6 ครั้งก็ถือว่าจบการรักษาน่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 6 เดือนในระยะเวลาที่⁰ģใจดีตลอดผลเลือดเราสามารถรับคีโมได้ตรงตามเวลาที่คุณหมอกำหนดตลอดไม่เคยเลื่อนการรับคีโมเลยเราคิดว่าถ้ากำลังใจจากตัวเราดีแล้วเราสู้ถึงที่สุดแล้วจะแพ้จะชนะยังไงเราถือว่าเราทำเต็มที่ที่สุดแล้ว

ในเรื่องของค่าใช้จ่ายต้องบอกเลยว่ามหาศาลมากแค่คีโมต่อครั้งก็หลักหมื่นยามุ่งเป้าตกขวดละเป็นแสนในแต่ละครั้งเราต้องใช้ยามุ่งเป้าจำนวน 2 ขวดถ้าตีเป็นเงินคงไม่มีใครอยากนับเลยแต่ยังถือว่าเรายังพอโชคดีบ้างที่สิทธิประกันสังคมคอย Support บางส่วนซึ่งถือว่าช่วยได้มากทีเดียวรวมถึงทั้งต่ายยังไม่ประมาทกับชีวิตโดยการทำประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายเอาไว้ตัวเราเองจึงไม่ค่อยเครียดกับค่ารักษามากค่าอาหารเสริมก็หนักเอาการเหมือนกันแต่เราเลือกที่จะยอมจ่ายเพราะเราอาจจะทานอาหารไม่ถึงก็ยังมีอาหารเสริมที่มาคอยช่วยดูแลร่างกายที่โดนคีโมมานับไม่ถ้วนให้ฟื้นตัวไวขึ้นมาบ้าง

สุดท้ายมะเร็งสอนให้ต่ายรู้ว่าชีวิตของเรามีแค่ชีวิตเดียวไม่ควรประมาทต่อชีวิตทุกสิ่งบนโลกล้วนไม่มีความแน่นอนใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความสุขมากที่สุดเพราะเราไม่รู้เลยว่าวันไหนจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเรา

ผลข้างเคียงจากการทำคีโมมีอาการใดบ้าง

ผลข้างเคียงจากการทำคีโม-www imura

ผลข้างเคียงจากการทำคีโมมีอาการใดบ้าง

อาการข้างเคียงเหล่านี้มีหลายอย่างที่ป้องกันได้ โดยแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้ยา หรือมาตรการในการป้องกัน อย่างไรก็ตาม ท่านสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไข บรรเทา หรือป้องกันอาการดังกล่าวได้ ดังนั้น ท่านจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดูแลตัวเองเมื่อได้รับยาเคมีบำบัด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการรักษาจากยาสูงสุด โดยมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ตามที่ผู้ป่วยและแพทย์ผู้ทำการรักษาตั้งใจไว้ เรามาดูกันว่าอาการข้างเคียงของผู้ที่ได้รับเคมีบำบัด หรือ เรียกอีกอย่างว่า คีโม นั้นมีอะไรบ้าง

    1. อาการไข้
    2. คลื่นไส้ อาเจียน
    3. ท้องผูก
    4. ฝ่ามือฝ่าเท้ามีสีแดงหรือดำคล้ำและเจ็บ
    5. อารมณ์แปรปรวนง่าย
    6. โลหิตจาง
    7. เจ็บปากเจ็บคอ
    8. ผมร่วง
    9. ชาปลายมือปลายเท้า
    10. จุดเลือดหรือจ้ำเลือด (ควรพบแพทย์ทันที)
    11. ผิวหนังและเล็บเปลี่ยนสี (ควรพบแพทย์ทันที)
    12. ท้องเสีย

      อาการคลื่นไส้ อาเจียน
       ซึ่งพบประมาณ 50% ของผู้เข้ารับการรักษาทั้งหมด จึงจัดเป็นปัญหาสำคัญเนื่องจากอาการดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยอ่อนเพลีย น้ำหนักลด เกิดภาวะขาดสารอาหารและเกลือแร่ และมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการรักษาจนอาจมีผลต่อการรักษาได้ ในการป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนนั้นควรเริ่มให้ยาป้องกันตั้งแต่ก่อนการให้ยาเคมีบำบัดต่อเนื่องไป จนกระทั่งเลยช่วงเวลาที่ยาเคมีบำบัดจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยการให้ยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน มีวิธีการให้ยาได้หลายทาง ขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้ เช่น ชนิดรับประทาน การฉีดเข้าหลอดเลือด การฉีดเข้ากล้าม การสอดเข้าทางทวารหนัก การอมใต้ลิ้น หรือแบบแผ่นแปะผิดหนัง ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานยาทางปากได้

ดังนั้นอาการข้างเคียงเหล่านี้มีหลายอย่างที่ป้องกันได้ โดยแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้ยา หรือมาตรการในการป้องกัน อย่างไรก็ตาม ท่านจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดูแลตัวเองเมื่อได้รับยาเคมีบำบัด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการรักษาจากยาสูงสุด โดยมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ตามที่ผู้ป่วยและแพทย์ผู้ทำการรักษาตั้งใจไว้

อาการคลื่นไส้อาเจียน-www imura

อาการไข้

อาการไข้ หมายถึง การที่มีอุณหภูมิในช่องปากมากกว่าหรือเท่ากับ 38 องศาเซลเซียส เป็นเวลามากกว่าหรือเท่ากับ 1 ชั่วโมง หรือมีอุณหภูมิรักแร้มากกว่าหรือเท่ากับ 37.8 องศาเซลเซียส

สาเหตุ ไข้อาจเป็นอาการนำของภาวการณ์ติดเชื้อ หรืออาการของโรคมะเร็งเอง อาจพบภาวะเม็ดเลือดขาว (ซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้เชื้อโรคต่าง ๆ) ต่ำลงและเกิดการติดเชื้อ
ได้เมื่อท่านได้รับยาเคมีบำบัด สังเกตได้จากอาการไข้ รู้สึกหนาวสั่น เจ็บรอบ ๆ ทวารหนักหลังการให้ยาเคมีบำบัด โดยเฉพาะในช่วง 7-14 วัน หลังได้รับยาเคมีบำบัด

วิธีป้องกันการติดเชื้อโดยทั่วไป
– ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
– หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นไข้หวัดวัณโรค และงูสวัด เป็นต้น
– เมื่อท่านมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีผู้คนแออัด เช่น ตลาด โรงภาพยนตร์ หรือห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
– ดูแลร่างกายไม่ให้อับชื้น อาบน้ำให้สะอาดทุกวัน โดยใช้สบู่อ่อน ๆ เช่น สบู่เด็ก
– ระมัดระวังการใช้ของมีคมทุกชนิด
– หากถูกของมีคมบาด ให้รีบทำความสะอาดแผลและปิดด้วยผ้าพันแผล
– ควรสวมถุงมือทุกครั้งเพื่อป้องกันการเกิดแผลเวลาทำสวน หรืองานก่อสร้าง
– ทาครีมหรือโลชั่นถนอมผิว เพื่อป้องกันผิวแห้งแตก
– รับประทานอาหารที่สุกและสะอาด หลีกเลี่ยงของสุก ๆ ดิบ ๆ หรือของหมักดอง เช่น แหนม ปลาร้า ก้อย ส้มตำ และยำต่าง ๆ เป็นต้น
– เมื่อท่านมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักและผลไม้สด
– แปรงฟันให้สะอาด ด้วยแปรงสีฟันขนนุ่ม
– ควรมีเทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดไข้ติดตัวไว้ ถ้าท่านสงสัยว่ามีไข้ควรวัดอุณหภูมิร่างกายเพื่อยืนยันอาการ
– หากมีอาการไข้ภายหลังจากการได้รับยาเคมีบำบัด ให้รีบมาพบแพทย์โดยด่วน

วิธีการรักษาเมื่อมีไข้
1. รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดดูว่าเม็ดเลือดขาวต่ำหรือไม่ ถ้าจำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำ แพทย์จะฉีดยาปฏิชีวนะให้โดยด่วน และรับตัวไว้รักษาใน
โรงพยาบาลทันที
2. อาจลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในช่วงเม็ดเลือดขาวต่ำ หรือในระยะเวลาที่มีไข้และเม็ดเลือดขาวต่ำได้ด้วยการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว
ซึ่งขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล

โลหิตจาง

อาการ ซีด เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว เจ็บหน้าอก มึนศีรษะ อาจมีเลือดออกในทางเดินอาหารทำให้อุจจาระมีสีดำ แต่อาการที่พบบ่อยที่สุด คือ อ่อนเพลีย
สาเหตุ เกิดจากเม็ดเลือดแดงมีจำนวนลดลง ซึ่งอาจเป็นผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด มีเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือมีการสูญเสียเลือด รวมทั้งภาวะ
โรคมะเร็งเองก็อาจทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำลงได้เช่นเดียวกัน

วิธีบรรเทาอาการ
– รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กมาก เช่น ตับ ผักใบเขียว อาหารที่มีโปรตีน และวิตามินสูง
– พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอแต่ไม่หักโหม เช่น เปลี่ยนจากวิ่งมาเป็นเดินช้า ๆ และทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส
– ทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามปกติ แต่ปรับให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย

วิธีการรักษา โดยการให้เลือด หรือยาฉีดกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งทั้งหมดนี้จะขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์โดยประเมินจากสภาวะของผู้ป่วย

มีจุดเลือดหรือจ้ำเลือด
อาการ มีจุดเลือดหรือจ้ำเลือดขึ้นตามตัว เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน มีจุดแดงเล็ก ๆ ที่ตาขาว ลำตัว แขน และขา ประจำเดือนมามาก หากเป็นแผลเลือดออก
เลือดจะหยุดไหลได้ช้า แม้ว่าจะเป็นแผลขนาดเล็กก็ตาม
สาเหตุ เกิดจากจำนวนเกล็ดเลือดต่ำหลังได้รับยาเคมีบำบัด

วิธีป้องกันการเกิดแผลเลือดออกหรือบรรเทาอาการ
– หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดบาดแผล หรือเกิดการบาดเจ็บ เช่น ปั่นจักรยาน ขี่มอเตอร์ไซด์ ตัดไม้ผ่าฟืน ตัดเย็บเสื้อผ้า หรือทำฟัน
– เลือกการออกกำลังกายเบา ๆ ไม่หักโหม เช่น เดิน ว่ายน้ำ เป็นต้น
– ใช้ที่โกนหนวดไฟฟ้าแทนใบมีดโกน เพราะทำให้เกิดแผลน้อยกว่า
– ใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม ๆ
– ไม่ควรซื้อยากินเอง เช่น แอสไพริน ยาแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อบางชนิดที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เพราะจะไปรบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด
และทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารได้
– งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

วิธีการรักษา แพทย์อาจพิจารณาให้เกล็ดเลือดในรายที่มีจำนวนเกล็ดเลือดต่ำ และ/หรือมีอาการเลือดออก

คำแนะนำเรื่องโภชนาการสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด

เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดเป็นผู้ป่วยนอก ดังนั้นจึงควรเตรียมอาหารและของว่างมาด้วย หากการให้ยาเคมีต้องใช้ระยะเวลาที่นาน บางโรงพยาบาลมีการอำนวยความสะดวกโดยมีตู้เย็น และเครื่องไมโครเวฟไว้ให้บริการ

  • ควรรับประทานอาหารว่างหรืออาหารเบาๆ ก่อนให้ยาเคมีบำบัด
  • การพักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สามารถช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี
  • หากรู้สึกไม่อยากอาหารหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด ก็ไม่ควรฝืนรับประทานซึ่งแก้ไขได้ด้วยการรับประทานทีละน้อยบ่อยๆ หรือเลือกรับประทานอาหารที่ชอบในระหว่างการรักษา
  • ควรรับประทานอาหารตามปกติหากสามารถทำได้ ที่สำคัญคือ ไม่ควรฝืนรับประทานอาหารที่ไม่ชอบหรือเมื่อยังรู้สึกอิ่มอยู่
  • อย่าเกรงใจที่จะขอให้ญาติและเพื่อนๆ มีส่วนช่วยในการเลือกซื้อ และเตรียมอาหาร หรือหากอยู่คนเดียวก็อาจสั่งอาหารมารับประทานที่บ้านหรือออกไปรับประทานอาหารกับเพื่อนบ้าง

ผลข้างเคียงจากการรักษา ส่วนใหญ่เป็นแบบชั่วคราวเท่านั้น หากอาการไม่หายไป ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบเพื่อดำเนินการรักษาต่อไป

การดูแลตนเอง เมื่อเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน

  • ในผู้ป่วยที่ต้องควบคุมอาหาร เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรมีการปรับเปลี่ยนอาหารตามความเหมาะสม โดยปรึกษากับทีมแพทย์ผู้ให้การรักษา
  • ควรแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ และบ่อยๆ แทนที่จะเป็นมื้อหลัก 3 มื้อตามปกติ
  • ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนและพลังงานสูง
  • สามารถรับประทานอาหารเสริมควบคู่ไปด้วย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้จากทีมผู้ให้การรักษา
  • สามารถรับประทานอาหารเสริมควบคู่ไปด้วย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้จากทีมผู้ให้การรักษา

ในแต่ละวันหากช่วงเวลาใดที่สามารถทานได้ ควรรับประทานให้เพียงพอ ซึ่งส่วนใหญ่มื้อเช้าจะเป็นมื้อที่ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้มาก

หากไม่สามารถรับประทานอาหารได้เพียงพอ ควรบอกแก่ทีมผู้ให้การรักษาหรือนักโภชนาการเพื่อรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

หากรับประทานยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนไม่ได้ผล ควรแจ้งทีมผู้ให้การรักษาทราบเพื่อพิจารณาปรับยาให้เหมาะสม

วิธีบรรเทาอาการ

– รับประทานอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ขนมปัง แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารร้อนเพราะมีกลิ่น และทำให้ท่านรู้สึกอยากอาเจียนมากขึ้น
– รับประทานอาหารเหลว ใส หรือเครื่องดื่มเย็น ๆ เช่น น้ำผลไม้ น้ำขิง โดยใช้หลอดดูดแทนการดื่ม
– รับประทานทีละน้อย แต่บ่อยมื้อขึ้น
– หลีกเลี่ยงอาหารกลิ่นฉุน รสจัด อาหารมัน อาหารทอด เพราะจะทำให้ท่านรู้สึกอยากอาเจียนมากขึ้น
– ทำความสะอาดปากและฟันหลังทานอาหารทุกมื้อด้วยน้ำเกลือกลั้วปาก
– พักผ่อนมาก ๆ หากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือดูรายการโทรทัศน์ที่ชอบ
– รับประทานยาแก้คลื่นไส้อาเจียนตามแพทย์สั่ง

อาการข้างเคียงดังต่อไปนี้ควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์

  • ท่านควรรีบมาพบแพทย์ทันทีถ้ามีอาการดังต่อไปนี้
    • มีอาการซีดมาก อ่อนเพลียมาก เหนื่อยหอบ หรือหน้ามืดมีไข้ (วัดไข้ซ้ำอีกครั้งใน 1 ชั่วโมงต่อมา หากยังมีไข้ให้รีบมาโรงพยาบาลทันที โดยห้ามกินยา
      ลดไข้เด็ดขาด) หรือมีอาการหนาวสั่น ปวดศีรษะ โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ในช่วง 7-14 วัน หลังได้รับยาเคมีบำบัด
    • มีจุดเลือดจ้ำเลือดขึ้นตามตัว หรือมีเลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล มีจุดแดงที่ตาขาว ลำตัว แขน และขา
    • อาการข้างเคียงต่าง ๆ มีความรุนแรงมากขึ้น เช่น ท้องเสียรุนแรง ปวดศีรษะรุนแรง
    • น้ำหนักเพิ่มขึ้น หรือลดลงอย่างรวดเร็ว
    • มีผื่น หรือตุ่มขึ้นตามร่างกาย
    • สูญเสียการทรงตัว

แจ้งแพทย์หรือพยาบาลหากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก และไม่สามารถควบคุมได้

 

ข้อมูลบางส่วนคัดกรองมากจาก : chulacancer.net

เมื่อโรคมะเร็งเข้ามาทักทาย สะดุดได้แต่ห้ามล้ม

เมื่อมะเร็งเข้ามาทัก..สะดุดได้แต่ห้ามล้ม-คุณโบ เสาวณิช -เพจแม่บ้านคีโม-www imurathailand

เมื่อโรคมะเร็งเข้ามาทักทาย สะดุดได้แต่ห้ามล้ม

เมื่อมะเร็งเข้ามาทัก..สะดุดได้แต่ห้ามล้ม-คุณโบ เสาวณิช -เพจแม่บ้านคีโม-www imurathailand

ถ้านับเวลาถึงตอนนี้เป็นระยะเวลาเกือบ 8 ปีเต็มแล้ว ที่ คุณโบ-เสาวณิช ผิวขาว เจ้าของเพจ “แม่บ้านคีโม” เมื่อวันที่โรคมะเร็งเต้านม เข้ามาพรากความสุขและทำให้ชีวิตเอต้องสะดุดจนแทบจะรับมือไม่ไหว

อย่างที่บอกกันว่าโรคร้ายมักไม่มีสัญญาณเตือน … วันนี้เรามีนัดเจอกันที่บ้านหลังกว้าง ที่แบ่งสัดส่วนเป็นร้านอาหารเล็กๆ แบบ Home Kitchen คุณโบ สาวแว่นกลม เจ้าของบ้านและเจ้าของเรื่องราว ที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์ ยาวนานให้เราได้ฟังกัน…..

ชื่อโบค่ะ..เสาวณิช ผิวขาว เจ้าของ คอลัมน์ “แม่บ้านคีโม” เป็นอดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และ ปัจจุบันคือ ผู้ป่วยมะเร็งกระดูกระยะลุกลามค่ะ

โบรู้จักและมีโรคมะเร็งเป็นเพื่อน มาเป็นระยะเวลา 8 ปี แล้วค่ะ โบเลือกใช้วิธีการรักษาด้วยการแพทย์ปัจจุบันควบคู่กับการทำจิตใจให้เบิกบาน เลือกทานอาหารที่ปรุงสุขสดใหม่ในทุกๆวัน ด้วยโรคของโบ ไม่สามารถออกกำลังกายเหมือนคนปกติได้ จึงเลือกใช้วิธีการเข้าครัวทำอาหาร เป็นเครื่องมือช่วยให้โบได้ขยับแขน ขยับขา เสมือนได้ออกกำลังไปในตัว จนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติบนพื้นฐานการดูแลสุขภาพที่ดี ค่ะ

อยากแบ่งปันความรู้สึกถึงตอนที่ต้อง เตรียมตัวสำหรับการไปให้คีโมครั้งแรก แล้วต้องรับมือยังไงหลังจากให้แล้ว

ยาตัวแรกที่ต้องใช้สำหรับโบ นั่นคือ “ยาใจ” ค่ะ ซึ่งตัวยานั้นประกอบไปด้วยส่วนผสมหลากหลายชนิด เช่น •ยอมรับ •ปล่อยวาง •เชื่อมั่น •ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอให้เต็มกำลังความสามารถ

ก่อนการให้เคมีบำบัด ในครั้งแรก โบจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เนทเกี่ยวกับวิธีเตรียมร่างกายให้พร้อมและสอบถามผู้ที่เคยมีประสบการณ์ (เพื่อนร่วมโรค) พอประมาณ จะไม่เจาะลึก หรือ หาผลเสียที่จะได้รับจากการให้เคมี มากเกินไปนัก เพราะจะทำให้เราขาดความมั่นใจ ไม่เชื่อมั่นในการรักษา มีภาวะความวิตกกังวลค่อนข้างสูงมากค่ะ หลักๆเลย โบจะใช้วิธีการดูแลเรื่องอาหารการกิน ปรุงสุกสดใหม่ทุกมื้อ เสริมโปรตีนจากพืชและสัตว์เพื่อสร้างเม็ดเลือดขาวให้แข็งแรงพร้อมรับมือ พักผ่อนให้มากๆ วางใจและเชื่อมั่นในแผนการรักษาของคุณหมอ ที่สำคัญคือ คิดถึงแต่ปัจจุบัน ไม่คิดไปก่อนล่วงหน้า อาทิเช่น คนอื่นบอกว่า ให้เคมีแล้วจะแพ้เคมี ทรมาน เป็นนู่นเป็นนี่ โบจะไม่คิดแบบนั้นค่ะ เพราะ 10 คนที่รักษา ผลข้างเคียงของเคมี จะแตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนกันสักคน ความอดทนต่อความเจ็บปวดของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันด้วย เพราะฉะนั้น ต้องไม่เก็บประโยคเหล่านี้มาบั่นทอนจิตใจตัวเองค่ะ…แล้วการให้เคมีบำบัดครั้งแรกของโบก็ผ่านไป

สำหรับหลังให้เคมีบำบัด โบก็มีอาการข้างเคียงอยู่บ้าง แต่ละรอบอาการข้างเคียงจะไม่เหมือนกันนะคะ โบเลือกที่จะใช้เวลานี้ทำสมาธิ อยู่กับปัจจุบัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะจุด ณ เวลานั้นๆ เช่นว่า หากมีอาหารเวียนศรีษะ,อาเจียน โบก็จะทานยาแก้อาเจียน เป็นต้น หากปวดบริเวณกระดูกสันหลัง โบก็จะทำสมาธิจับจุดว่าตอนนี้ปวดที่กระดูกหลังนะ จะไม่พาลเผลอคิดไปว่า ฉันปวดขา ปวดแขน ปวดตรงนั้นตรงนี้ เพราะแท้ที่จริงแล้ว เราปวดที่กระดูกสันหลังเพียงที่เดียวเท่านั้น ที่สำคัญคือ หลังให้เคมีบำบัดแล้ว โบจะไม่นอนซมเป็นผักเหี่ยวอย่างแน่นอนค่ะ โบจะพยายามกัดฟัน ลุกขึ้นมาขยับขาขยับแขนผ่านการทำอาหารง่ายๆทานเอง สูดอากาศดีๆยามเช้าและเย็น หรือ เขียนบทความสั้นๆเก็บไว้ถ่ายทอดประสบการณ์ต่อไป โบถือว่า ช่วงเวลาหลังให้เคมีบำบัด คือช่วงเวลาที่โบได้อยู่กับตัวเอง และได้พักผ่อนมากที่สุดแล้วค่ะ

เคยมีคนถามโบว่า ทำไมคีโมมันถึงช่วยโรคมะเร็งได้แค่ 50% อีก 50% คืออะไร

โบบอกได้เลยค่ะว่า เคมีบำบัดช่วยยับยั้งหรือทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายเรา แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ โบมีความเชื่อว่า “หมอใหญ่” คนสำคัญอีกหนึ่งคน คือ “ตัวเรา” โบหมั่นให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอว่า…มะเร็งเป็นเพียงโรคโรคหนึ่ง ที่เราต้องรับมือกับมัน และอย่าคิดว่า หากเป็นแล้วต้องเสียชีวิตอย่างเดียว…ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นโรคนี้กันได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น เรา คือ “คนพิเศษ” เราควรมองว่านี่เป็นโอกาสอย่างหนึ่งที่เราจะสามารถมองหาข้อดีหรือประโยชน์จากการเป็นโรคนี้ได้ยังไงบ้าง ซึ่งการปรับความคิดทัศนคติให้เป็นบวกนั้นเป็น”เครื่องมือ”สำคัญมากในการต่อสู้กับ “โรคมะเร็ง” ค่ะ

โบหวังว่า ” คนพิเศษ ” หลายๆคน ที่ผ่านมาเจอเรื่องราวของโบวันนี้ก้าวผ่านวันคืนไปในทุกๆวัน ด้วยความสุขที่เราต้องมอบให้ตัวเอง เผื่อแผ่ให้คนรอบตัวเรา รอยยิ้มเล็กๆของเรา ก็จะสว่างสดใสในหัวใจตัวเองแล้วยังล้นไปถึงคนรอบตัว…

เชื่อโบเถอะคะ..ว่าเราคือ ” คนพิเศษ “

NK Cell คืออะไร?

จำหน่ายอาหารเสริมเพิ่ม NK CELL_NK-CELL_nkcell--------_I.M.U.RA_WWW-IMURATAILAND

NK CELL คืออะไร?

จำหน่ายอาหารเสริมเพิ่ม NK CELL_NK-CELL_nkcell--------_I.M.U.RA_WWW-IMURATAILAND

NK Cell (Natural Killer Cell) หรืออาจเรียกว่า เซลล์นักฆ่าเพชรฆาต กล่าวคือ เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง (Cytotoxic lymphocyte) ที่มีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติในร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและตอบสนองต่อการก่อตัวของเซลล์มะเร็งนั่นเองค่ะ

จะว่าไปแล้ว NK cell นั้นมีความสามารถที่พิเศษในการทำลายเซลล์แปลกปลอมที่เข้ามาสู่ร่างกายคือเรียกได้ว่า เมื่อมีเชื้อโรคเข้ามาสู่ร่างกายเรานั้น หาก NK Cell จับได้และรู้ว่าเป็นเซลล์ที่ผิดปกติไปต่างจากเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆในร่างกายของคนเรานั้น NK Cell จะทำหน้าที่กำจัดโดยไม่ต้องรอการกระตุ้นใดๆ จากร่างกาย แอนตี้บอดี้และสารบนผิวเซลล์ (MHC: histocompatibility complex) เหมือนเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันเร็วขึ้น จึงถูกขนานนามว่า “เซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติ” นี้คือชื่อเรียกของ NK Cell

อย่างไรก็ตามในภาวะปกติ เม็ดเลือดขาว NK Cell พบได้ค่อนข้างน้อยในกระแสเลือด โดยพบเพียง 15% ของจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ทั้งหมด อีกทั้งการศึกษาพบว่าจำนวนของเม็ดเลือดขาว NK Cell จะลดลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของมะเร็งที่เพิ่มมากขึ้นตามอายุ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้น NK Cell ในร่างกายเราลดลงจึงทำให้เซลล์มะเร็ง ตัวร้ายกาจสามารถเข้ามาสู่ร่างกายเราได้ไวในช่วงที่เซลล์ของเราอ่อนแอลง

ถ้าเช่นนั้น NK Cell จะทำหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างไร และเราสามารถเพิ่ม NK Cell ได้ไหม?

หน้าที่ของ NK Cell ในการทำลายเซลล์มะเร็ง
The Effect in Removing Cancer Cells that are Generated Every Day ร่างกายของเรามีเซลล์ที่แบ่งตัวผิดปกติเกิดขึ้นนับเป็นพันเซลล์ต่อวัน NK Cell จึงมีหน้าที่ในการค้นหาและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านั้น ก่อนที่เซลล์ที่ผิดปกตินั้นจะมีโอกาสแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจนแสดงออกเป็นโรคมะเร็งในที่สุด

The Effect in Preventing Recurrence and Metastasis of Cancer และในกรณีที่เซลล์มะเร็งนั้นแม้จะรักษาหายแล้วแต่ในความเป็นจริงอาจจะยังมีเซลล์ต้นกำเนิดโรคมะเร็งจำนวนเล็กน้อยที่ยังเล็ดรอดอยู่และรอคอยโอกาสในการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และกลับมาเป็นซ้ำในที่สุด

ดังนั้นหน้าที่หลักสำคัญของ NK Cell มีหน้าที่เฝ้าคอยตามหาเซลล์ผิดปกติดังกล่าวนี้และทำลาย กล่าวคือ NK Cell มีหน้าที่และบทบาทในการป้องกันการกลับมาเป็นโรคมะเร็งซ้ำอีก

The Effect in Enhancing Immune Response to Cancer คือกลไกการทำลายเซลล์มะเร็งของระบบภูมิคุ้มกันนั้น ต้องอาศัยการทำงานของร่วมกันของเซลล์เม็ดเลือดในระบบภูมิคุ้มกันหลายชนิดทั้ง Dendritic Cell และ Cytotoxic T Cell โดยพบว่า NK Cell จะช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์ดังกล่าวโดยการหลั่งไซโตไคน์หลายชนิด ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็งได้มากขึ้น

ซึ่งปัจจุบันในทางการแพทย์นั้นสามารถตรวจ NK Cell Count และ NK Activity ได้เพื่อประเมินความสามารถในการทำลายเชื้อไวรัสและเซลล์มะเร็งของแต่ละบุคคลได้จากการเจาะเลือด

ดังนั้นผู้ที่ควรได้รับประโยชน์จากการตรวจคือผู้ป่วยที่ตรวจเลือดและมีระดับภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ ซึ่งนั้นหมายถึง กลุ่มคนที่มีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้บ่อยขึ้น หรืออาจจะเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งแล้ว อาจจะหายยากขึ้นรวมทั้งมีความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นด้วย

ดังนั้นคนเหล่านี้จึงได้รับการแนะนำการตรวจ NK cell ที่มีความเสี่ยงต่างๆ 12-14 เช่น

คนที่มีการติดเชื้อบ่อยครั้ง เช่น เป็นเริม งูสวัด โรคตับอักเสบ เป็นหวัดบ่อย เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ หรือ บี, ไข้หวัดนก เป็นต้น

หากมีบุคคลในครอบครัวนั้นมีประวัติการเป็นโรคมะเร็ง มีสภาวะอ่อนล้าเรื้อรัง หรือมีประวัติการสูบบุหรี่ และดื่มอย่างหนัก และคนที่ต้องสัมผัสกับมลพิษจากสิ่งแวดล้อมเป็นระยะเวลานานด้วยอาชีพ และปัจจัยภายนอกอีกหลายประการควรได้รับการตรวจ หรือหาทางป้องกันตนเอง คนที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วนั้นก็ควรได้รับการตรวจด้วยเช่นกัน หากพบเจอความผิดปกติจะได้ทำการรักษาได้ทันที

I.M.U.RA จึงเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มคนที่รักสุขภาพ รวมถึงผู้ป่วยที่มีประวัติการเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือการติดเชื้อไวรัส ก็สามารถรับอาหารเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน NK Cell ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีมากขึ้นเพื่อกำจัดและรักษาเซลล์ที่เสื่อมสภาพ รวมทั้งเซลล์ที่กำลังอ่อนแอ ได้กลับมาแข็งแรงมากขึ้น ทำให้อายุคนเราอยู่ได้ยาวขึ้นปราศจากโรคภัย

เพราะยุคปัจจุบันวิวัฒนาการทำให้คนสะดวกสบายมากกว่าปกติ ขาดการดูแลเอาใจใส่ตนเอง ด้วยการแข่งขันในการดำเนินชีวิต ต้องทำงาน เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แต่การหาเงินได้มากเท่าใด ไม่ดูแลรักษาร่างกายไม่เพิ่ม NK Cell เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ดีอาจจะเป็นคนที่ต้องได้รับการดูแลจากบุคคลอื่นแทน

ท่านอยากเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง หาเงินได้มาก หรือ คนที่ต้องใช้เงินทั้งชีวิตที่หาได้มาเพื่อรักษาโรคมะเร็ง และโรคร้ายอีกหลายๆ โรคที่เกิดขึ้นในอนาคต หากท่านพร้อมให้เราได้ดูแลติดต่อได้ที่ www.imurathailand.com มีเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามและให้คำปรึกษาท่านเป็นอย่างดี

วิธีดูแลอาการ Long Covid ทั้ง 6 ระบบ

จากข้อมูลของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข วันที่ 11 เมษายน 2565 พบว่า ผู้ที่หายจากอาการ […]
Read More

โรคร้ายใกล้ตัวคุณที่ไม่อาจมองข้าม “โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง”

ต่อมน้ำเหลือง รู้กันดีอยู่แล้วว่าร่างกายของคนเรานั้นประกอบด้วยน้ำเหลือง […]
Read More

5 โรคมะเร็งคร่าชีวิตคนไทย

5 โรคมะเร็งคร่าชีวิตคนไทย โรคมะเร็ง หากท่านใดเคยพบหรือเคยป่วยด้วยโรคนี้มาก่อนคงเรียกได้ว่าเหมือนโลกมืดไปทั้งใบเลยก็ว่าได้ […]
Read More
Next