5 โรคมะเร็งคร่าชีวิตคนไทย

ปัญหาจากการทำคีโม-เพิ่มภูมิคุ้มกัน-NK Cell-www imurathailand

5 โรคมะเร็งคร่าชีวิตคนไทย

โรคมะเร็ง หากท่านใดเคยพบหรือเคยป่วยด้วยโรคนี้มาก่อนคงเรียกได้ว่าเหมือนโลกมืดไปทั้งใบเลยก็ว่าได้ เพราะคงไม่มีใครอยากป่วยเป็นโรคมะเร็ง วันนี้เราจะนำอันดับโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเรามากที่สุดมาจัดอันดับ เพื่อที่เราจะได้ระวัง ป้องกัน เพื่อห่างจากโรคมะเร็งร้ายเหล่านี้ค่ะ

“รู้ไว้ก็ไม่เสียหายนะคะ กับ 5 อันดับมะเร็งที่พบมากในคนไทย”

โรคมะเร็ง เรียกได้ว่าเป็นสาเหตุต้นๆ ของการเสียชีวิตสำหรับคนไทยเลย นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรคมะเร็งจะมีโอกาสเกิดขึ้นกับคนอายุน้อยที่เริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นแล้ว ผลกระทบจากภายในและภายนอกร่างกาย ก็ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเกิดโรคมะเร็งได้เช่นกัน


แล้วเรามีโอกาสที่จะเลี่ยงให้ไกลจากโรคมะเร็งนี้ได้หรือไม่


ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งนั้น ยังไม่มีใครสามารระบุชัดเจนได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด เพราะร่างกายของแต่ละคน และสุขภาพของแต่ละบุคคลนั้น มีการใช้ชีวิตประจำวันที่แตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนั้นพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นเหตุกระตุ้นทำให้เกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นมีหลายปัจจัย วันนี้จะยกตัวอย่างให้ดูค่ะ

  • อายุ
  • กรรมพันธุ์
  • ความไม่สมดุลทางฮอร์โมน
  • การรับประทาน
  • สูบบุหรี่
  • การใช้สารเคมี
  • ออกกำลังกาย

ปัจจัยเสี่ยงแต่ละรายนั้นไว้รอบหน้าจะแยกออกมาให้ทราบกันอีกทีนะคะ


สัญญาณเสี่ยงเกิดโรคมะเร็ง มีด้วยกัน 7 สัญญาณ

  1. ระบบขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลง
  2. แผลที่ไม่รู้จักหาย
  3. ร่างกายมีก้อนตุ่ม
  4. กลุ้มใจเรื่องการกลืนอาหาร
  5. ทวารทั้งหลายมีเลือดไหล
  6. ไฝ หูดที่เปลี่ยนไป
  7. ไอและเสียงแหบจนเรื้อรัง

หลังจากเรียนรู้เรื่องปัจจัยการเกิดโรคมะเร็งกันไปแล้วถึงคราวอันดับเกิดโรคมะเร็งกับคนไทยเราบ่อยที่สุดกันค่ะ นั่นก็คือ 5 อันดับโรคมะเร็งที่พบในคนไทยมากที่สุด เรามาดูกันว่าทำไมถึงเกิดกับคนไทยเราบ่อยและมากเพราะอะไร และเกิดกับผู้ชายหรือผู้หญิงมากกว่ากัน เราจะได้สำรวจสุขภาพและป้องกันโรคร้ายนี้ให้มากขึ้นกันค่ะ

5 อันดับ มะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย

1.มะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี

โรคมะเร็งตับเป็นโรคที่พบในคนไทยมากที่สุดอันดับ 1 เลยและพบมากสุดในเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 3 เท่า ช่วงอายุที่พบคือ 30-70 ปี ในระยะแรกของโรคมะเร็งตับนั้นมักไม่แสดงอาการ ซึ่งกว่าจะทราบการวินิจฉัยก็มักจะอยู่ในช่วงท้ายและไม่สามารถรับการรักษาได้ทัน จึงส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมากที่สุด

โรคมะเร็งตับมีสาเหตุหลักคือ การได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ การดื่มแอลกอฮอล์ รับสารพิษอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) หรือการได้รับยาบางชนิดและพันธุกรรม เป็นต้น

1.1โรคมะเร็งท่อน้ำดี 

โรคมะเร็งในท่อน้ำดี พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง พบช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในท่อน้ำดีคือการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะปลาน้ำจืดแบบดิบ ทำให้ได้รับตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับ เกิดการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่นคนในครอบครัวเป็นมะเร็งในท่อน้ำดี ภาวะท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

2.โรคมะเร็งปอด

โรคมะเร็งปอดเป็นโรคพบมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง สาเหตุหลักของโรคมะเร็งปอดมาจากการสูบบุหรี่ หรือ ได้รับควันบุหรี่ โดยอาการเริ่มแรกมีอาการไอ มีเสมหะ หรือไอมีเลือด เจ็บหน้าอก หายใจดังและถี่ ความอยากอาหารลดลง เป็นต้น 

  1. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะวัยทำงาน อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มักปรากฎให้เห็นเช่น อุจจาระมีเลือดปน น้ำหนักตัวลด มีอาการลำไส้อักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

 4.มะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งเต้านม พบมากในผู้หญิงตั้งแต่วัยสาวเป็นต้นไป สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม โดยสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านมมีหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ อายุ มีประจำเดือนตอนอายุน้อย ๆ หรือหมดประจำเดือนช้ากว่าปกติ เป็นต้น

5.มะเร็งปากมดลูก

โรคมะเร็งปากมดลูก พบในผู้หญิงและมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่าย พบในช่วงอายุ 30-70 ปี โดยพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุหลักๆ คือ เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์  เป็นต้น

เป็นอย่างไรกันบ้างคะโรคมะเร็ง5อันดับที่คนไทยเป็นมากที่สุดมันไม่น่าคบหาเลยนะคะ เราต้องดูแลสุขภาพ หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี ออกกำลังกายและทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ควรทานให้ครบ 5 หมู่ และควรหลีกเลี่ยงสารก่อให้เกิดโรคมะเร็งต่างด้วยนะคะ หรือเลือกทานอาหารเสริมที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือเลือกดื่ม I.M.U.RA ก่อนนอนสัก 1 ซองช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยให้เราเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดเพชรฆาต เพื่อฆ่าเซลล์ร้ายถ้าหากเจอ หรือไวรัสตัวร้ายได้อีกด้วยค่ะ

สนใจสอบถามได้ที่ 

FB:https://www.facebook.com/imuramamasita
website: https://www.imurathailand.com/
Line OA: @imuramamasita

 

ผลข้างเคียงจากการทำคีโมมีอาการใดบ้าง

ผลข้างเคียงจากการทำคีโม-www imura

ผลข้างเคียงจากการทำคีโมมีอาการใดบ้าง

อาการข้างเคียงเหล่านี้มีหลายอย่างที่ป้องกันได้ โดยแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้ยา หรือมาตรการในการป้องกัน อย่างไรก็ตาม ท่านสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไข บรรเทา หรือป้องกันอาการดังกล่าวได้ ดังนั้น ท่านจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดูแลตัวเองเมื่อได้รับยาเคมีบำบัด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการรักษาจากยาสูงสุด โดยมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ตามที่ผู้ป่วยและแพทย์ผู้ทำการรักษาตั้งใจไว้ เรามาดูกันว่าอาการข้างเคียงของผู้ที่ได้รับเคมีบำบัด หรือ เรียกอีกอย่างว่า คีโม นั้นมีอะไรบ้าง

    1. อาการไข้
    2. คลื่นไส้ อาเจียน
    3. ท้องผูก
    4. ฝ่ามือฝ่าเท้ามีสีแดงหรือดำคล้ำและเจ็บ
    5. อารมณ์แปรปรวนง่าย
    6. โลหิตจาง
    7. เจ็บปากเจ็บคอ
    8. ผมร่วง
    9. ชาปลายมือปลายเท้า
    10. จุดเลือดหรือจ้ำเลือด (ควรพบแพทย์ทันที)
    11. ผิวหนังและเล็บเปลี่ยนสี (ควรพบแพทย์ทันที)
    12. ท้องเสีย

      อาการคลื่นไส้ อาเจียน
       ซึ่งพบประมาณ 50% ของผู้เข้ารับการรักษาทั้งหมด จึงจัดเป็นปัญหาสำคัญเนื่องจากอาการดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยอ่อนเพลีย น้ำหนักลด เกิดภาวะขาดสารอาหารและเกลือแร่ และมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการรักษาจนอาจมีผลต่อการรักษาได้ ในการป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนนั้นควรเริ่มให้ยาป้องกันตั้งแต่ก่อนการให้ยาเคมีบำบัดต่อเนื่องไป จนกระทั่งเลยช่วงเวลาที่ยาเคมีบำบัดจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยการให้ยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน มีวิธีการให้ยาได้หลายทาง ขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้ เช่น ชนิดรับประทาน การฉีดเข้าหลอดเลือด การฉีดเข้ากล้าม การสอดเข้าทางทวารหนัก การอมใต้ลิ้น หรือแบบแผ่นแปะผิดหนัง ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานยาทางปากได้

ดังนั้นอาการข้างเคียงเหล่านี้มีหลายอย่างที่ป้องกันได้ โดยแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้ยา หรือมาตรการในการป้องกัน อย่างไรก็ตาม ท่านจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดูแลตัวเองเมื่อได้รับยาเคมีบำบัด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการรักษาจากยาสูงสุด โดยมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ตามที่ผู้ป่วยและแพทย์ผู้ทำการรักษาตั้งใจไว้

อาการคลื่นไส้อาเจียน-www imura

อาการไข้

อาการไข้ หมายถึง การที่มีอุณหภูมิในช่องปากมากกว่าหรือเท่ากับ 38 องศาเซลเซียส เป็นเวลามากกว่าหรือเท่ากับ 1 ชั่วโมง หรือมีอุณหภูมิรักแร้มากกว่าหรือเท่ากับ 37.8 องศาเซลเซียส

สาเหตุ ไข้อาจเป็นอาการนำของภาวการณ์ติดเชื้อ หรืออาการของโรคมะเร็งเอง อาจพบภาวะเม็ดเลือดขาว (ซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้เชื้อโรคต่าง ๆ) ต่ำลงและเกิดการติดเชื้อ
ได้เมื่อท่านได้รับยาเคมีบำบัด สังเกตได้จากอาการไข้ รู้สึกหนาวสั่น เจ็บรอบ ๆ ทวารหนักหลังการให้ยาเคมีบำบัด โดยเฉพาะในช่วง 7-14 วัน หลังได้รับยาเคมีบำบัด

วิธีป้องกันการติดเชื้อโดยทั่วไป
– ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
– หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นไข้หวัดวัณโรค และงูสวัด เป็นต้น
– เมื่อท่านมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีผู้คนแออัด เช่น ตลาด โรงภาพยนตร์ หรือห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
– ดูแลร่างกายไม่ให้อับชื้น อาบน้ำให้สะอาดทุกวัน โดยใช้สบู่อ่อน ๆ เช่น สบู่เด็ก
– ระมัดระวังการใช้ของมีคมทุกชนิด
– หากถูกของมีคมบาด ให้รีบทำความสะอาดแผลและปิดด้วยผ้าพันแผล
– ควรสวมถุงมือทุกครั้งเพื่อป้องกันการเกิดแผลเวลาทำสวน หรืองานก่อสร้าง
– ทาครีมหรือโลชั่นถนอมผิว เพื่อป้องกันผิวแห้งแตก
– รับประทานอาหารที่สุกและสะอาด หลีกเลี่ยงของสุก ๆ ดิบ ๆ หรือของหมักดอง เช่น แหนม ปลาร้า ก้อย ส้มตำ และยำต่าง ๆ เป็นต้น
– เมื่อท่านมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักและผลไม้สด
– แปรงฟันให้สะอาด ด้วยแปรงสีฟันขนนุ่ม
– ควรมีเทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดไข้ติดตัวไว้ ถ้าท่านสงสัยว่ามีไข้ควรวัดอุณหภูมิร่างกายเพื่อยืนยันอาการ
– หากมีอาการไข้ภายหลังจากการได้รับยาเคมีบำบัด ให้รีบมาพบแพทย์โดยด่วน

วิธีการรักษาเมื่อมีไข้
1. รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดดูว่าเม็ดเลือดขาวต่ำหรือไม่ ถ้าจำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำ แพทย์จะฉีดยาปฏิชีวนะให้โดยด่วน และรับตัวไว้รักษาใน
โรงพยาบาลทันที
2. อาจลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในช่วงเม็ดเลือดขาวต่ำ หรือในระยะเวลาที่มีไข้และเม็ดเลือดขาวต่ำได้ด้วยการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว
ซึ่งขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล

โลหิตจาง

อาการ ซีด เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว เจ็บหน้าอก มึนศีรษะ อาจมีเลือดออกในทางเดินอาหารทำให้อุจจาระมีสีดำ แต่อาการที่พบบ่อยที่สุด คือ อ่อนเพลีย
สาเหตุ เกิดจากเม็ดเลือดแดงมีจำนวนลดลง ซึ่งอาจเป็นผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด มีเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือมีการสูญเสียเลือด รวมทั้งภาวะ
โรคมะเร็งเองก็อาจทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำลงได้เช่นเดียวกัน

วิธีบรรเทาอาการ
– รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กมาก เช่น ตับ ผักใบเขียว อาหารที่มีโปรตีน และวิตามินสูง
– พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอแต่ไม่หักโหม เช่น เปลี่ยนจากวิ่งมาเป็นเดินช้า ๆ และทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส
– ทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามปกติ แต่ปรับให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย

วิธีการรักษา โดยการให้เลือด หรือยาฉีดกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งทั้งหมดนี้จะขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์โดยประเมินจากสภาวะของผู้ป่วย

มีจุดเลือดหรือจ้ำเลือด
อาการ มีจุดเลือดหรือจ้ำเลือดขึ้นตามตัว เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน มีจุดแดงเล็ก ๆ ที่ตาขาว ลำตัว แขน และขา ประจำเดือนมามาก หากเป็นแผลเลือดออก
เลือดจะหยุดไหลได้ช้า แม้ว่าจะเป็นแผลขนาดเล็กก็ตาม
สาเหตุ เกิดจากจำนวนเกล็ดเลือดต่ำหลังได้รับยาเคมีบำบัด

วิธีป้องกันการเกิดแผลเลือดออกหรือบรรเทาอาการ
– หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดบาดแผล หรือเกิดการบาดเจ็บ เช่น ปั่นจักรยาน ขี่มอเตอร์ไซด์ ตัดไม้ผ่าฟืน ตัดเย็บเสื้อผ้า หรือทำฟัน
– เลือกการออกกำลังกายเบา ๆ ไม่หักโหม เช่น เดิน ว่ายน้ำ เป็นต้น
– ใช้ที่โกนหนวดไฟฟ้าแทนใบมีดโกน เพราะทำให้เกิดแผลน้อยกว่า
– ใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม ๆ
– ไม่ควรซื้อยากินเอง เช่น แอสไพริน ยาแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อบางชนิดที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เพราะจะไปรบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด
และทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารได้
– งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

วิธีการรักษา แพทย์อาจพิจารณาให้เกล็ดเลือดในรายที่มีจำนวนเกล็ดเลือดต่ำ และ/หรือมีอาการเลือดออก

คำแนะนำเรื่องโภชนาการสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด

เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดเป็นผู้ป่วยนอก ดังนั้นจึงควรเตรียมอาหารและของว่างมาด้วย หากการให้ยาเคมีต้องใช้ระยะเวลาที่นาน บางโรงพยาบาลมีการอำนวยความสะดวกโดยมีตู้เย็น และเครื่องไมโครเวฟไว้ให้บริการ

  • ควรรับประทานอาหารว่างหรืออาหารเบาๆ ก่อนให้ยาเคมีบำบัด
  • การพักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สามารถช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี
  • หากรู้สึกไม่อยากอาหารหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด ก็ไม่ควรฝืนรับประทานซึ่งแก้ไขได้ด้วยการรับประทานทีละน้อยบ่อยๆ หรือเลือกรับประทานอาหารที่ชอบในระหว่างการรักษา
  • ควรรับประทานอาหารตามปกติหากสามารถทำได้ ที่สำคัญคือ ไม่ควรฝืนรับประทานอาหารที่ไม่ชอบหรือเมื่อยังรู้สึกอิ่มอยู่
  • อย่าเกรงใจที่จะขอให้ญาติและเพื่อนๆ มีส่วนช่วยในการเลือกซื้อ และเตรียมอาหาร หรือหากอยู่คนเดียวก็อาจสั่งอาหารมารับประทานที่บ้านหรือออกไปรับประทานอาหารกับเพื่อนบ้าง

ผลข้างเคียงจากการรักษา ส่วนใหญ่เป็นแบบชั่วคราวเท่านั้น หากอาการไม่หายไป ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบเพื่อดำเนินการรักษาต่อไป

การดูแลตนเอง เมื่อเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน

  • ในผู้ป่วยที่ต้องควบคุมอาหาร เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรมีการปรับเปลี่ยนอาหารตามความเหมาะสม โดยปรึกษากับทีมแพทย์ผู้ให้การรักษา
  • ควรแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ และบ่อยๆ แทนที่จะเป็นมื้อหลัก 3 มื้อตามปกติ
  • ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนและพลังงานสูง
  • สามารถรับประทานอาหารเสริมควบคู่ไปด้วย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้จากทีมผู้ให้การรักษา
  • สามารถรับประทานอาหารเสริมควบคู่ไปด้วย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้จากทีมผู้ให้การรักษา

ในแต่ละวันหากช่วงเวลาใดที่สามารถทานได้ ควรรับประทานให้เพียงพอ ซึ่งส่วนใหญ่มื้อเช้าจะเป็นมื้อที่ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้มาก

หากไม่สามารถรับประทานอาหารได้เพียงพอ ควรบอกแก่ทีมผู้ให้การรักษาหรือนักโภชนาการเพื่อรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

หากรับประทานยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนไม่ได้ผล ควรแจ้งทีมผู้ให้การรักษาทราบเพื่อพิจารณาปรับยาให้เหมาะสม

วิธีบรรเทาอาการ

– รับประทานอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ขนมปัง แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารร้อนเพราะมีกลิ่น และทำให้ท่านรู้สึกอยากอาเจียนมากขึ้น
– รับประทานอาหารเหลว ใส หรือเครื่องดื่มเย็น ๆ เช่น น้ำผลไม้ น้ำขิง โดยใช้หลอดดูดแทนการดื่ม
– รับประทานทีละน้อย แต่บ่อยมื้อขึ้น
– หลีกเลี่ยงอาหารกลิ่นฉุน รสจัด อาหารมัน อาหารทอด เพราะจะทำให้ท่านรู้สึกอยากอาเจียนมากขึ้น
– ทำความสะอาดปากและฟันหลังทานอาหารทุกมื้อด้วยน้ำเกลือกลั้วปาก
– พักผ่อนมาก ๆ หากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือดูรายการโทรทัศน์ที่ชอบ
– รับประทานยาแก้คลื่นไส้อาเจียนตามแพทย์สั่ง

อาการข้างเคียงดังต่อไปนี้ควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์

  • ท่านควรรีบมาพบแพทย์ทันทีถ้ามีอาการดังต่อไปนี้
    • มีอาการซีดมาก อ่อนเพลียมาก เหนื่อยหอบ หรือหน้ามืดมีไข้ (วัดไข้ซ้ำอีกครั้งใน 1 ชั่วโมงต่อมา หากยังมีไข้ให้รีบมาโรงพยาบาลทันที โดยห้ามกินยา
      ลดไข้เด็ดขาด) หรือมีอาการหนาวสั่น ปวดศีรษะ โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ในช่วง 7-14 วัน หลังได้รับยาเคมีบำบัด
    • มีจุดเลือดจ้ำเลือดขึ้นตามตัว หรือมีเลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล มีจุดแดงที่ตาขาว ลำตัว แขน และขา
    • อาการข้างเคียงต่าง ๆ มีความรุนแรงมากขึ้น เช่น ท้องเสียรุนแรง ปวดศีรษะรุนแรง
    • น้ำหนักเพิ่มขึ้น หรือลดลงอย่างรวดเร็ว
    • มีผื่น หรือตุ่มขึ้นตามร่างกาย
    • สูญเสียการทรงตัว

แจ้งแพทย์หรือพยาบาลหากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก และไม่สามารถควบคุมได้

 

ข้อมูลบางส่วนคัดกรองมากจาก : chulacancer.net

เมื่อโรคมะเร็งเข้ามาทักทาย สะดุดได้แต่ห้ามล้ม

เมื่อมะเร็งเข้ามาทัก..สะดุดได้แต่ห้ามล้ม-คุณโบ เสาวณิช -เพจแม่บ้านคีโม-www imurathailand

เมื่อโรคมะเร็งเข้ามาทักทาย สะดุดได้แต่ห้ามล้ม

เมื่อมะเร็งเข้ามาทัก..สะดุดได้แต่ห้ามล้ม-คุณโบ เสาวณิช -เพจแม่บ้านคีโม-www imurathailand

ถ้านับเวลาถึงตอนนี้เป็นระยะเวลาเกือบ 8 ปีเต็มแล้ว ที่ คุณโบ-เสาวณิช ผิวขาว เจ้าของเพจ “แม่บ้านคีโม” เมื่อวันที่โรคมะเร็งเต้านม เข้ามาพรากความสุขและทำให้ชีวิตเอต้องสะดุดจนแทบจะรับมือไม่ไหว

อย่างที่บอกกันว่าโรคร้ายมักไม่มีสัญญาณเตือน … วันนี้เรามีนัดเจอกันที่บ้านหลังกว้าง ที่แบ่งสัดส่วนเป็นร้านอาหารเล็กๆ แบบ Home Kitchen คุณโบ สาวแว่นกลม เจ้าของบ้านและเจ้าของเรื่องราว ที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์ ยาวนานให้เราได้ฟังกัน…..

ชื่อโบค่ะ..เสาวณิช ผิวขาว เจ้าของ คอลัมน์ “แม่บ้านคีโม” เป็นอดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และ ปัจจุบันคือ ผู้ป่วยมะเร็งกระดูกระยะลุกลามค่ะ

โบรู้จักและมีโรคมะเร็งเป็นเพื่อน มาเป็นระยะเวลา 8 ปี แล้วค่ะ โบเลือกใช้วิธีการรักษาด้วยการแพทย์ปัจจุบันควบคู่กับการทำจิตใจให้เบิกบาน เลือกทานอาหารที่ปรุงสุขสดใหม่ในทุกๆวัน ด้วยโรคของโบ ไม่สามารถออกกำลังกายเหมือนคนปกติได้ จึงเลือกใช้วิธีการเข้าครัวทำอาหาร เป็นเครื่องมือช่วยให้โบได้ขยับแขน ขยับขา เสมือนได้ออกกำลังไปในตัว จนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติบนพื้นฐานการดูแลสุขภาพที่ดี ค่ะ

อยากแบ่งปันความรู้สึกถึงตอนที่ต้อง เตรียมตัวสำหรับการไปให้คีโมครั้งแรก แล้วต้องรับมือยังไงหลังจากให้แล้ว

ยาตัวแรกที่ต้องใช้สำหรับโบ นั่นคือ “ยาใจ” ค่ะ ซึ่งตัวยานั้นประกอบไปด้วยส่วนผสมหลากหลายชนิด เช่น •ยอมรับ •ปล่อยวาง •เชื่อมั่น •ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอให้เต็มกำลังความสามารถ

ก่อนการให้เคมีบำบัด ในครั้งแรก โบจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เนทเกี่ยวกับวิธีเตรียมร่างกายให้พร้อมและสอบถามผู้ที่เคยมีประสบการณ์ (เพื่อนร่วมโรค) พอประมาณ จะไม่เจาะลึก หรือ หาผลเสียที่จะได้รับจากการให้เคมี มากเกินไปนัก เพราะจะทำให้เราขาดความมั่นใจ ไม่เชื่อมั่นในการรักษา มีภาวะความวิตกกังวลค่อนข้างสูงมากค่ะ หลักๆเลย โบจะใช้วิธีการดูแลเรื่องอาหารการกิน ปรุงสุกสดใหม่ทุกมื้อ เสริมโปรตีนจากพืชและสัตว์เพื่อสร้างเม็ดเลือดขาวให้แข็งแรงพร้อมรับมือ พักผ่อนให้มากๆ วางใจและเชื่อมั่นในแผนการรักษาของคุณหมอ ที่สำคัญคือ คิดถึงแต่ปัจจุบัน ไม่คิดไปก่อนล่วงหน้า อาทิเช่น คนอื่นบอกว่า ให้เคมีแล้วจะแพ้เคมี ทรมาน เป็นนู่นเป็นนี่ โบจะไม่คิดแบบนั้นค่ะ เพราะ 10 คนที่รักษา ผลข้างเคียงของเคมี จะแตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนกันสักคน ความอดทนต่อความเจ็บปวดของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันด้วย เพราะฉะนั้น ต้องไม่เก็บประโยคเหล่านี้มาบั่นทอนจิตใจตัวเองค่ะ…แล้วการให้เคมีบำบัดครั้งแรกของโบก็ผ่านไป

สำหรับหลังให้เคมีบำบัด โบก็มีอาการข้างเคียงอยู่บ้าง แต่ละรอบอาการข้างเคียงจะไม่เหมือนกันนะคะ โบเลือกที่จะใช้เวลานี้ทำสมาธิ อยู่กับปัจจุบัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะจุด ณ เวลานั้นๆ เช่นว่า หากมีอาหารเวียนศรีษะ,อาเจียน โบก็จะทานยาแก้อาเจียน เป็นต้น หากปวดบริเวณกระดูกสันหลัง โบก็จะทำสมาธิจับจุดว่าตอนนี้ปวดที่กระดูกหลังนะ จะไม่พาลเผลอคิดไปว่า ฉันปวดขา ปวดแขน ปวดตรงนั้นตรงนี้ เพราะแท้ที่จริงแล้ว เราปวดที่กระดูกสันหลังเพียงที่เดียวเท่านั้น ที่สำคัญคือ หลังให้เคมีบำบัดแล้ว โบจะไม่นอนซมเป็นผักเหี่ยวอย่างแน่นอนค่ะ โบจะพยายามกัดฟัน ลุกขึ้นมาขยับขาขยับแขนผ่านการทำอาหารง่ายๆทานเอง สูดอากาศดีๆยามเช้าและเย็น หรือ เขียนบทความสั้นๆเก็บไว้ถ่ายทอดประสบการณ์ต่อไป โบถือว่า ช่วงเวลาหลังให้เคมีบำบัด คือช่วงเวลาที่โบได้อยู่กับตัวเอง และได้พักผ่อนมากที่สุดแล้วค่ะ

เคยมีคนถามโบว่า ทำไมคีโมมันถึงช่วยโรคมะเร็งได้แค่ 50% อีก 50% คืออะไร

โบบอกได้เลยค่ะว่า เคมีบำบัดช่วยยับยั้งหรือทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายเรา แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ โบมีความเชื่อว่า “หมอใหญ่” คนสำคัญอีกหนึ่งคน คือ “ตัวเรา” โบหมั่นให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอว่า…มะเร็งเป็นเพียงโรคโรคหนึ่ง ที่เราต้องรับมือกับมัน และอย่าคิดว่า หากเป็นแล้วต้องเสียชีวิตอย่างเดียว…ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นโรคนี้กันได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น เรา คือ “คนพิเศษ” เราควรมองว่านี่เป็นโอกาสอย่างหนึ่งที่เราจะสามารถมองหาข้อดีหรือประโยชน์จากการเป็นโรคนี้ได้ยังไงบ้าง ซึ่งการปรับความคิดทัศนคติให้เป็นบวกนั้นเป็น”เครื่องมือ”สำคัญมากในการต่อสู้กับ “โรคมะเร็ง” ค่ะ

โบหวังว่า ” คนพิเศษ ” หลายๆคน ที่ผ่านมาเจอเรื่องราวของโบวันนี้ก้าวผ่านวันคืนไปในทุกๆวัน ด้วยความสุขที่เราต้องมอบให้ตัวเอง เผื่อแผ่ให้คนรอบตัวเรา รอยยิ้มเล็กๆของเรา ก็จะสว่างสดใสในหัวใจตัวเองแล้วยังล้นไปถึงคนรอบตัว…

เชื่อโบเถอะคะ..ว่าเราคือ ” คนพิเศษ “

NK Cell คืออะไร?

จำหน่ายอาหารเสริมเพิ่ม NK CELL_NK-CELL_nkcell--------_I.M.U.RA_WWW-IMURATAILAND

NK CELL คืออะไร?

จำหน่ายอาหารเสริมเพิ่ม NK CELL_NK-CELL_nkcell--------_I.M.U.RA_WWW-IMURATAILAND

NK Cell (Natural Killer Cell) หรืออาจเรียกว่า เซลล์นักฆ่าเพชรฆาต กล่าวคือ เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง (Cytotoxic lymphocyte) ที่มีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติในร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและตอบสนองต่อการก่อตัวของเซลล์มะเร็งนั่นเองค่ะ

จะว่าไปแล้ว NK cell นั้นมีความสามารถที่พิเศษในการทำลายเซลล์แปลกปลอมที่เข้ามาสู่ร่างกายคือเรียกได้ว่า เมื่อมีเชื้อโรคเข้ามาสู่ร่างกายเรานั้น หาก NK Cell จับได้และรู้ว่าเป็นเซลล์ที่ผิดปกติไปต่างจากเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆในร่างกายของคนเรานั้น NK Cell จะทำหน้าที่กำจัดโดยไม่ต้องรอการกระตุ้นใดๆ จากร่างกาย แอนตี้บอดี้และสารบนผิวเซลล์ (MHC: histocompatibility complex) เหมือนเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันเร็วขึ้น จึงถูกขนานนามว่า “เซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติ” นี้คือชื่อเรียกของ NK Cell

อย่างไรก็ตามในภาวะปกติ เม็ดเลือดขาว NK Cell พบได้ค่อนข้างน้อยในกระแสเลือด โดยพบเพียง 15% ของจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ทั้งหมด อีกทั้งการศึกษาพบว่าจำนวนของเม็ดเลือดขาว NK Cell จะลดลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของมะเร็งที่เพิ่มมากขึ้นตามอายุ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้น NK Cell ในร่างกายเราลดลงจึงทำให้เซลล์มะเร็ง ตัวร้ายกาจสามารถเข้ามาสู่ร่างกายเราได้ไวในช่วงที่เซลล์ของเราอ่อนแอลง

ถ้าเช่นนั้น NK Cell จะทำหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างไร และเราสามารถเพิ่ม NK Cell ได้ไหม?

หน้าที่ของ NK Cell ในการทำลายเซลล์มะเร็ง
The Effect in Removing Cancer Cells that are Generated Every Day ร่างกายของเรามีเซลล์ที่แบ่งตัวผิดปกติเกิดขึ้นนับเป็นพันเซลล์ต่อวัน NK Cell จึงมีหน้าที่ในการค้นหาและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านั้น ก่อนที่เซลล์ที่ผิดปกตินั้นจะมีโอกาสแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจนแสดงออกเป็นโรคมะเร็งในที่สุด

The Effect in Preventing Recurrence and Metastasis of Cancer และในกรณีที่เซลล์มะเร็งนั้นแม้จะรักษาหายแล้วแต่ในความเป็นจริงอาจจะยังมีเซลล์ต้นกำเนิดโรคมะเร็งจำนวนเล็กน้อยที่ยังเล็ดรอดอยู่และรอคอยโอกาสในการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และกลับมาเป็นซ้ำในที่สุด

ดังนั้นหน้าที่หลักสำคัญของ NK Cell มีหน้าที่เฝ้าคอยตามหาเซลล์ผิดปกติดังกล่าวนี้และทำลาย กล่าวคือ NK Cell มีหน้าที่และบทบาทในการป้องกันการกลับมาเป็นโรคมะเร็งซ้ำอีก

The Effect in Enhancing Immune Response to Cancer คือกลไกการทำลายเซลล์มะเร็งของระบบภูมิคุ้มกันนั้น ต้องอาศัยการทำงานของร่วมกันของเซลล์เม็ดเลือดในระบบภูมิคุ้มกันหลายชนิดทั้ง Dendritic Cell และ Cytotoxic T Cell โดยพบว่า NK Cell จะช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์ดังกล่าวโดยการหลั่งไซโตไคน์หลายชนิด ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็งได้มากขึ้น

ซึ่งปัจจุบันในทางการแพทย์นั้นสามารถตรวจ NK Cell Count และ NK Activity ได้เพื่อประเมินความสามารถในการทำลายเชื้อไวรัสและเซลล์มะเร็งของแต่ละบุคคลได้จากการเจาะเลือด

ดังนั้นผู้ที่ควรได้รับประโยชน์จากการตรวจคือผู้ป่วยที่ตรวจเลือดและมีระดับภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ ซึ่งนั้นหมายถึง กลุ่มคนที่มีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้บ่อยขึ้น หรืออาจจะเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งแล้ว อาจจะหายยากขึ้นรวมทั้งมีความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นด้วย

ดังนั้นคนเหล่านี้จึงได้รับการแนะนำการตรวจ NK cell ที่มีความเสี่ยงต่างๆ 12-14 เช่น

คนที่มีการติดเชื้อบ่อยครั้ง เช่น เป็นเริม งูสวัด โรคตับอักเสบ เป็นหวัดบ่อย เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ หรือ บี, ไข้หวัดนก เป็นต้น

หากมีบุคคลในครอบครัวนั้นมีประวัติการเป็นโรคมะเร็ง มีสภาวะอ่อนล้าเรื้อรัง หรือมีประวัติการสูบบุหรี่ และดื่มอย่างหนัก และคนที่ต้องสัมผัสกับมลพิษจากสิ่งแวดล้อมเป็นระยะเวลานานด้วยอาชีพ และปัจจัยภายนอกอีกหลายประการควรได้รับการตรวจ หรือหาทางป้องกันตนเอง คนที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วนั้นก็ควรได้รับการตรวจด้วยเช่นกัน หากพบเจอความผิดปกติจะได้ทำการรักษาได้ทันที

I.M.U.RA จึงเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มคนที่รักสุขภาพ รวมถึงผู้ป่วยที่มีประวัติการเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือการติดเชื้อไวรัส ก็สามารถรับอาหารเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน NK Cell ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีมากขึ้นเพื่อกำจัดและรักษาเซลล์ที่เสื่อมสภาพ รวมทั้งเซลล์ที่กำลังอ่อนแอ ได้กลับมาแข็งแรงมากขึ้น ทำให้อายุคนเราอยู่ได้ยาวขึ้นปราศจากโรคภัย

เพราะยุคปัจจุบันวิวัฒนาการทำให้คนสะดวกสบายมากกว่าปกติ ขาดการดูแลเอาใจใส่ตนเอง ด้วยการแข่งขันในการดำเนินชีวิต ต้องทำงาน เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แต่การหาเงินได้มากเท่าใด ไม่ดูแลรักษาร่างกายไม่เพิ่ม NK Cell เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ดีอาจจะเป็นคนที่ต้องได้รับการดูแลจากบุคคลอื่นแทน

ท่านอยากเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง หาเงินได้มาก หรือ คนที่ต้องใช้เงินทั้งชีวิตที่หาได้มาเพื่อรักษาโรคมะเร็ง และโรคร้ายอีกหลายๆ โรคที่เกิดขึ้นในอนาคต หากท่านพร้อมให้เราได้ดูแลติดต่อได้ที่ www.imurathailand.com มีเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามและให้คำปรึกษาท่านเป็นอย่างดี

วิธีดูแลอาการ Long Covid ทั้ง 6 ระบบ

จากข้อมูลของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข วันที่ 11 เมษายน 2565 พบว่า ผู้ที่หายจากอาการ […]
Read More

โรคร้ายใกล้ตัวคุณที่ไม่อาจมองข้าม “โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง”

ต่อมน้ำเหลือง รู้กันดีอยู่แล้วว่าร่างกายของคนเรานั้นประกอบด้วยน้ำเหลือง […]
Read More

5 โรคมะเร็งคร่าชีวิตคนไทย

5 โรคมะเร็งคร่าชีวิตคนไทย โรคมะเร็ง หากท่านใดเคยพบหรือเคยป่วยด้วยโรคนี้มาก่อนคงเรียกได้ว่าเหมือนโลกมืดไปทั้งใบเลยก็ว่าได้ […]
Read More
Next

อาการข้างเคียงหลังทำคีโมสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

imura-อาการข้างเคียงหลังทำคีโม-www imurathailand

อาการข้างเคียงหลังทำคีโม ไม่ว่าจะเป็น ร้อนในในช่องปาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อทั้งร่างกาย หรืออาการคลื่นไส้ นอนไม่หลับ ผมร่วง ท้องเสีย ท้องผูก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า เหมือนมีเข็มทิ่มแทง

ซึ่งทุกคนก็น่าจะพอทราบแล้วว่า การทำคีโมนั้นคือการฆ่าและทำลายเซลล์ทั้งหมดในร่างกายไม่ว่าเซลล์ดีหรือเซลล์ร้ายจะถูกทำลายทั้งหมด ดังนั้นผู้ป่วยที่ได้รับคีโมนั้นจะมีร่างกายและภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าคนปกติทั่วไป เพราะเนื่องจากจำนวนเม็ดเลือดขาวลดต่ำลง จนทำให้ไม่สามารถจัดการกับเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกายได้ดีเหมือนปกติ
ดังนั้นจึงทำให้เกิดอาการต่างๆ ที่เกิดหลังจากการได้รับเคมีบำบัด หรือ คีโม นั่นเอง อาการต่างๆ มีดังต่อไปนี้

» อาการผมร่วง เพราะคีโมไปทำลายเซลล์รากผม จะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลหากมีอาการผมร่วงแสดงว่าร่างกายตอบสนองในการทำเคมีบำบัด
» อาการคลื่นไส้ ที่เกี่ยวกับการย่อยอาหาร เพราะคีโมมาส่วนทำลายผนังของกระเพราะ (อาจจะเกิดขึ้นกับบางราย แต่โดยทั่วไป 80% ของผู้ป่วยที่ได้รับคีโมจะเกิดขึ้น)
» อาหารและลำไส้ ทำให้ท้องเสียง่ายขึ้น คลื่นไส้ง่ายขึ้น บางรายอาจจะมีอาการท้องผูก
» อาการปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ ร้อนในขึ้นในปาก คือการอักเสบ เพราะไขกระดูกที่เปรียบเสมือนโรงงานผลิตเม็ดเลือดขาว ถูกทำให้เสียหาย เม็ดเลือดขาวมีจำนวนน้อยลง เมื่อเกราะป้องกันอ่อนแอ ผลคือปวดเมื่อยรุนแรง ฝ่ามือ ฝ่าเท้าจะร้อนวูบวาบ

อาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ประกอบกับความเครียดกังวล ยิ่งทำให้นอนไม่หลับ หลับยาก และหากพักผ่อนน้อยภูมิคุ้มกันก็จะลดลง ทำให้เมื่อเวลาไปตรวจครั้งต่อไปทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด อาจจะมีการรับเคมีต่อไม่ได้ เนื่องจากร่างกายที่อ่อนแอนั่นเอง

ดังนั้นอาการข้างเคียงเหล่านี้ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความพร้อมของร่างกายก่อนการทำคีโม และการดูแลหลังทำคีโม อย่าลืมว่า อาการข้างเคียงที่รุนแรง ไม่ได้แปลว่าคีโมได้ผลดีกว่าอาการไม่รุนแรงนะคะ

ข่าวดีคือ สารคีโมจะสลายตัวไปภายในเวลา 7-10 วัน และร่างกายของเราจะเริ่ม “สร้าง” ส่วนต่างๆที่เสียหายไป กลับคืนมา ไม่มีอาหารหรือวิธีการใด สามารถช่วยให้จำนวนเม็ดเลือดขาว เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น

ร่างกายของเราต้องใช้เวลาในการ “สร้าง” และฟื้นฟู แต่ สิ่งที่เราทำได้ คือการหา “วัตถุดิบ” และ “เครื่องมือ” ที่ดี ให้ร่างกายสร้างไขกระดูก และฟื้นฟูความแข็งแรงของเซลล์ให้กลับมาได้เร็วขึ้น

  • “วัตถุดิบ” ที่ดี คือสารอาหารที่เราเลือกทานหลังทำคีโมนั่นเอง

วัตถุดิบชั้นดีที่ช่วยสร้างไขกระดูกให้กลับมาผลิตเม็ดเลือดขาว คือโปรตีน วิตามิน B12 วิตามิน C และ โฟเลตการเลือกทานอาหารที่มีสารอาหารจำเป็นเหล่านี้ คือการให้ “วัตถุดิบ” กับร่างกาย

  •  “เครื่องมือ” ที่ใช้แปลง “วัตถุดิบ” ที่ช่วยฟื้นฟูไขกระดูกที่จะไปสร้างเม็ดเลือดขาวกลับมา ก็คือการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ลดความเครียดกังวล เพราะความเครียดสร้างฮอร์โมนเครียดที่เป็นสาเหตุให้ร่างกายนำ “วัตถุดิบ” ที่เราอุตส่าห์ใส่เข้าไปไปใช้ได้ยากขึ้น

ตัวช่วยที่ทำให้นอนหลับดีขึ้น อย่างสาร CBDrive การออกกำลังกายเบาๆอย่างโยคะ และการผ่อนคลายความกังวลด้วยการฝึกสมาธิ เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ร่างกาย กลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

รู้เท่าทันการทำคีโม กับ I.M.U.RA (อิมูร่า)

I.M.U.RA อาหารเสริม สกัดจากธรรมชาติ เพิ่ม NK Cell activity พร้อมResveratrol สกัดจากเปลือกเมล็ดองุ่น, CBDrive วิตามิน B C และ Zinc ทั้งช่วยกำจัดเซลล์ร้าย และฟื้นฟูเซลล์ดี

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนและหลังทำคีโม ด้วย IMURA Chemo Set

วิธีการรับประทาน
ดื่มวันละ 2 ครั้ง 14 วันต่อเนื่อง ก่อนเข้าทำคีโมบำบัด
และ วันละ 2 ครั้ง 14 วันต่อเนื่อง หลังบำบัด
เลขที่ อ.ย. : 1210516150077
ผลิตและจัดจำหน่ายโดย : บริษัท มามาสิตา จำกัด

ผลกระทบหลังทำคีโม ร่างกายจะติดเชื้อได้ง่าย

ผลกระทบหลังทำคีโม-www imurathailand

หลังทำคีโม ร่างกายจะติดเชื้อได้ง่าย1-www imurathailand

หลังทำคีโม ร่างกายจะติดเชื้อได้ง่าย ??

การรับเคมีบำบัดนอกจากจะทำลายเซลล์มะเร็งแล้ว ยังมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่แบ่งตัวเร็วในร่างกายอีกด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงต่าง ๆ เช่น มีไข้ หนาวสั่น ซีด เหนื่อย อ่อนเพลีย มีจุดเลือดจ้ำเลือดตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บปากเจ็บคอ ท้องเสีย อุจจาระมีสีดำ ท้องผูก ผมร่วง

อาการเหล่านี้มักเกิดหลังจากได้รับยาประมาณ 7-14 วัน นอกจากนี้ อาจพบผลข้างเคียงอื่น ๆ เช่น ผิวหนังและเล็บเปลี่ยนสี ฝ่ามือฝ่าเท้ามีสีดำคล้ำและเจ็บ ชาปลายมือปลายเท้า มีเพศสัมพันธ์ได้ยาก มีบุตรยาก และอารมณ์แปรปรวน เป็นต้น

ผลข้างเคียง ที่พบในแต่ละอาการอาจมีความจำเพาะต่อยาแต่ละชนิดหรือขนาดของยาที่ใช้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยแต่ละคนอาจตอบสนองต่อยาชนิดและขนาดเดียวกันแตกต่างกันได้


อาการข้างเคียงเหล่านี้มีหลายอย่างที่ป้องกันได้ โดยแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้ยา หรือมาตรการในการป้องกัน อย่างไรก็ตาม ท่านสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไข บรรเทา หรือป้องกันอาการดังกล่าวได้ ดังนั้น ท่านจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดูแลตัวเองเมื่อได้รับยาเคมีบำบัด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการรักษาจากยาสูงสุด โดยมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ตามที่ผู้ป่วยและแพทย์ผู้ทำการรักษาตั้งใจไว้

อาการไข้
อาการไข้ หมายถึง การที่มีอุณหภูมิในช่องปากมากกว่าหรือเท่ากับ 38 องศาเซลเซียส เป็นเวลามากกว่าหรือเท่ากับ 1 ชั่วโมง หรือมีอุณหภูมิรักแร้มากกว่าหรือเท่ากับ 37.8 องศาเซลเซียส

สาเหตุ ไข้อาจเป็นอาการนำของภาวการณ์ติดเชื้อ หรืออาการของโรคมะเร็งเอง อาจพบภาวะเม็ดเลือดขาว (ซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้เชื้อโรคต่าง ๆ) ต่ำลงและเกิดการติดเชื้อ

ได้เมื่อท่านได้รับยาเคมีบำบัด สังเกตได้จากอาการไข้ รู้สึกหนาวสั่น เจ็บรอบ ๆ ทวารหนักหลังการให้ยาเคมีบำบัด โดยเฉพาะในช่วง 7-14 วัน หลังได้รับยาเคมีบำบัด

วิธีป้องกันการติดเชื้อโดยทั่วไป

– ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
– หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นไข้หวัดวัณโรค และงูสวัด เป็นต้น
– เมื่อท่านมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีผู้คนแออัด เช่น ตลาด โรงภาพยนตร์ หรือห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
– ดูแลร่างกายไม่ให้อับชื้น อาบน้ำให้สะอาดทุกวัน โดยใช้สบู่อ่อน ๆ เช่น สบู่เด็ก
– ระมัดระวังการใช้ของมีคมทุกชนิด
– หากถูกของมีคมบาด ให้รีบทำความสะอาดแผลและปิดด้วยผ้าพันแผล
– ควรสวมถุงมือทุกครั้งเพื่อป้องกันการเกิดแผลเวลาทำสวน หรืองานก่อสร้าง
– ทาครีมหรือโลชั่นถนอมผิว เพื่อป้องกันผิวแห้งแตก
– รับประทานอาหารที่สุกและสะอาด หลีกเลี่ยงของสุก ๆ ดิบ ๆ  หรือของหมักดอง เช่น แหนม ปลาร้า ก้อย ส้มตำ และยำต่าง ๆ เป็นต้น
– เมื่อท่านมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักและผลไม้สด
– แปรงฟันให้สะอาด ด้วยแปรงสีฟันขนนุ่ม
– ควรมีเทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดไข้ติดตัวไว้ ถ้าท่านสงสัยว่ามีไข้ควรวัดอุณหภูมิร่างกายเพื่อยืนยันอาการ
– หากมีอาการไข้ภายหลังจากการได้รับยาเคมีบำบัด ให้รีบมาพบแพทย์โดยด่วน
วิธีการรักษาเมื่อมีไข้
1. รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดดูว่าเม็ดเลือดขาวต่ำหรือไม่ ถ้าจำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำ แพทย์จะฉีดยาปฏิชีวนะให้โดยด่วน และรับตัวไว้รักษาใน

โรงพยาบาลทันที

2. อาจลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในช่วงเม็ดเลือดขาวต่ำ หรือในระยะเวลาที่มีไข้และเม็ดเลือดขาวต่ำได้ด้วยการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว

ซึ่งขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล

เพราะการทำคีโมบำบัดทำให้ร่างกายอ่อนแอลงและเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายขึ้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเพราะภูมิคุ้มกันถูกทำลายและผู้ป่วยควรมีการดูแลตัวเองในเรื่องของสุขอนามัยและความสะอาดในชีวิตประจำวัน ระมัดระวังไม่ให้ผิวหนังเกิดบาดแผลหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับผู้ที่เป็นโรคติดต่อ หรืออยู่ในสถานที่แออัด แต่ถ้าการระวังอย่างเดียวไม่เพียงพอ อิมูร่ามีคำตอบ….อิมูร่า นวัตกรรมใหม่ในรูปแบบผง

  • 2 รางวัลการันตีจากประเทศแคนาดาและประเทศเกาหลี
  • สารสกัดจากธรรมชาติเกรดพรีเมี่ยม ที่ช่วยเตรียมพร้อมสำหรับการให้คีโมบำบัดและลดผลข้างเคียงหลังจากการให้คีโมบำบัด
  • ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันเพชฌฆาต NK Cell และ NK Cell Activities ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
  • Resveratrol ลดการอักเสบในระดับเซลล์ ช่วยให้คุณหมดกังวล ไม่ต้องทรมานจากคีโม ย่นระยะผลข้างเคียง
  • Nano Encapsulated ไม่ให้สารสกัดสลายตัว คงประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายดูดซึมไปสู่เซลล์เป้าหมายได้ดีที่สุด

ข้อมูลบางส่วนคัดกรองมากจาก : chulacancer.ne

วิธีต่อสู้กับโรคมะเร็งแบบไหนดีที่สุด?

อาหารเสริมเพิ่มเม็ดเลือดขาว-สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย-NK CELL-WWW IMMURATHAILAND

วิธีต่อสู้กับโรคมะเร็ง แบบไหนดีที่สุด ?

เป็นคำถามที่คนเป็นมะเร็งทุกคนอยากได้คำตอบมากที่สุดดังนั้นวันนี้แอดมินขอนำสาระดีๆ มาให้ศึกษากันเลยดีกว่าค่ะ ว่าแนวทางการรักษาและการที่เราจะต่อสู้กับโรคมะเร็งมีอะไรกันบ้างไปดูกันค่ะ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง-เสริมสร้าง NK Cell-www IMURA THAILAND

  • จะรักษายังไงให้ดีที่สุด สู้กับมันให้ถึงที่สุด
    เมื่อได้ทราบแล้วว่าเป็นโรคมะเร็ง ไม่ว่าใครก็ตามก็มีความกังวลกันทั้งนั้น การรักษา การสู้กับโรค ความจริงแล้ว ไม่ซับซ้อน (แต่มันไม่ง่ายเลย…)
    มันคือการ “กำจัด” และ “จำกัด” เรามาจำกัดความกันสักเล็กน้อย
    “กำจัด” ทำลายเซลล์มะเร็งให้หมดไป
    “จำกัด” ไม่ให้เซลล์มะเร็งโตขึ้น หรือแพร่ไปโตที่อื่นในร่างกาย
  • แผนการในการต่อสู้ของแต่ละบุคคล ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมากๆค่ะ
    คุณหมอผู้รักษาดูแล เป็นคนคอยดูอาการ บอกวิธีรักษา และดูแลตัวเอง
    ซึ่งก็ต้องทำตามคุณหมอแนะนำ และเข้ารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่จะมาเสริม ช่วยให้เรา กำจัด และจำกัด เซลล์มะเร็งร้าย ได้อีกทางหนึ่งคือการ สร้างภูมิคุ้มกัน เป็นเกราะปราการส่วนตัว ที่จะกำจัด และ “จำกัด” เจ้าเซลล์มะเร็งตัวร้าย นั่นเอง
  • ได้ยินจนชิน แต่ไม่รู้จริงไหม แท้จริงแล้ว ภูมิคุ้มกัน คืออะไร
    เขยิบ มาดูเรื่องภูมิคุ้มกัน กันให้ชัดๆขึ้นอีกซักหน่อย

ภูมิคุ้มกันคืออะไร

หลายๆคนอาจจะได้ยินคำนี้กันจนชิน โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิดระบาดแบบนี้ ภูมิคุ้มกันคือระบบการป้องกันตัวเอง ของร่างกาย ที่จะขจัดสิ่งแปลกปลอม ออกจากร่างกายนั่นเองสิ่งที่ร่างกายเห็นว่าแปลกปลอม เป็นอันตราย ต้องกำจัด ก็ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย รวมไปถึงเซลล์มะเร็งด้วย

การเป็นไข้ เป็นอาการอย่างหนึ่ง ที่แสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันของเรากำลังทำงาน กำลังสู้อยู่กับสิ่งแปลกปลอม (อย่างไวรัสโรคหวัด) แล้วภูมิคุ้มกัน เกี่ยวข้องอย่างไรกันแน่ กับเซลล์มะเร็ง?

ภูมิคุ้มกันที่เรามีตามธรรมชาติ จริงๆแล้วมีหลายประเภทมากๆ วิธีการทำงานก็ อะเมซิ่ง มหัศจรรย์ ใครมีลูก หลาน คนรู้จัก ลองถามดู มหัศจรรย์จริงๆค่ะ ร่างกายมนุษย์เรา แต่ขอวกกลับมาที่โรคมะเร็งก่อนนะหนึ่งในภูมิคุ้มกันของร่างกาย ก็คือ เซลล์เม็ดเลือดขาว (NK CELL) ซึ่งก็มีหลายประเภทอีกนั่นแหละแต่ที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดโรคมะเร็ง กำลังเป็นที่ฮือฮากันอยู่ในวงการมะเร็งศึกษาซึ่งตอนนี้ แพทย์และนักวิจัย มะเร็งวิทยา ทั้งไทย ทั้งเทศ ต่างก็ให้ความสนใจกันอย่างล้นหลามก็คือเจ้าเซลล์เม็ดเลือดขาว ประเภท NK Cell (เซลล์นักฆ่า Natural Killer Cell)เป็นจุดกำเนิดของการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง แบบ “ภูมิบำบัด” ความพิเศษของ NK Cell ที่ต่างจากเซลล์เม็ดเลือดขาว (T-Cell) คือความว่องไว! ในขณะที่ภูมิฯชนิดเม็ดเลือดขาว แบบ T Cell จะมา “กำจัด” เซลล์ร้าย ต้องรอให้มีสัญญาณบ่งบอกที่เรียกว่า Antigen หรือเรียกง่ายๆว่า แอนติบอดี้ เสียก่อนแต่ NK Cell พระเอกของภูมิบำบัด เจอเซลล์ร้ายปุ๊บ เข้ากำจัดทันที


แล้วเรามี NK Cell เพียงพอแล้วหรือยัง? 


ถ้าอย่างนั้นก็ดีน่ะสิ แต่ทำไมไม่รู้สึกว่ามีการ “กำจัด” เกิดขึ้นเลยนะ ต้องย้อนกลับมาที่ระดับของ NK Cell ว่ามีพอไหม ! ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่บำบัดรักษาโรคมะเร็งอยู่ มักมีจำนวน NK Cell ไม่เพียงพอ ที่จะกำจัดเซลล์มะเร็งได้ตามธรรมชาติ ร่างกายเรามีปริมาณ NK Cell อยู่ประมาณ 15% และจะมีน้อยลงเมื่อ อายุมากขึ้น หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างการสุบบุหรี่


NK Cell ปั่นได้ ในราคาหลักแสน ต่อเข็ม 


ทางการแพทย์เอง ก็มีการทดลองทำอย่างไรนะ ถึงจะสร้าง NK Cell ให้ได้จำนวนมากซึ่งมีทั้งการนำ NK Cell ของคนอื่น ฉีดเข้าผู้ป่วยหรือการนำ NK Cell ของผู้ป่วยเองออกมาเลี้ยงให้ได้จำนวนมากขึ้น แล้วฉีดกลับเข้าร่างกาย ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้าช่วย และแน่นอนคือ มีความแพง… ค่าใช้จ่ายสูงลิบ จากการสำรวจราคาตลาดตอนนี้การ “ปั่น” NK cell ใช้ค่าใช้จ่ายหลักแสน ต่อหนึ่งเข็ม และไม่ใช่แค่เข็มเดียว เอาอยู่ มันคือการ “บำบัด” ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องซึ่งถ้ามีกำลังทรัพย์ ก็เป็นทางเลือกที่ สร้างกำลังใจผู้ป่วยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

มีวิธีการสร้าง NK Cell ด้วยตัวเองได้ไหม โดยไม่ต้อง “ปั่น” แล้วฉีด?
คำตอบคือ : มีค่ะ!

มันคือวิธีการทำให้ร่างกายแข็งแรง ที่เราทราบกันดีอยู่แล้วนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกายการลดความเครียด (ตัวร้ายของการทำให้ภูมิฯต่ำเลยล่ะ ความเครียดเนี่ย) การทานอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และอาหารเสริม วิตามินต่างๆ เรามาดูสารอาหารที่ควรทานเพิ่ม คือ Phytonutrients พุ่งเป้าสร้าง NK Cell อาหารอะไรที่ทานแล้ว ช่วยในการสร้าง NK Cell มีสารอาหารจำพวกหนึ่ง ที่ชื่อว่า Phytonutrients มีในอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันนี่แหละแต่ประเด็นสำคัญคือ ต้องทานในปริมาณเยอะมากเพราะอาหารหนึ่งอย่าง มีปริมาณ Phytonutrients ไม่เยอะเลย จำนวนน้อยมากจริงๆซึ่งหมายความว่า ต้องทานเป็นจำนวนมากๆๆ กว่าจะได้จำนวนมาเพียงพอที่จะทำให้ร่างกายสร้าง NK Cell ต่อไป


ตัวช่วยในการสร้าง NK Cell ไม่ต้องใช้เงินหลักแสน มีด้วยหรือ?


ยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง คือเลือกอาหารเสริม ที่มี Phytonutrients สกัดจากธรรมชาติ รวมกันมาเป็น อาหารเสริมสูตรที่คิดค้น เพื่อการสร้าง NK Cell โดยเฉพาะ เน้นๆ อย่าง IMURA (อาหารเสริมจากธรรมชาติ อิมูร่า) มีการงานวิจัยรองรับจากสถาบันทางการแพทย์ มีผลการตรวจระดับ NK Cell ก่อนและหลังการทานอาหารเสริม ว่ามีระดับ NK Cell สูงชึ้นจริง พิเศษกว่าอย่างไร มีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วน

  • สูตรที่คิดค้นมาเพื่อให้ร่าง สร้าง NK Cell โดยเฉพาะ สกัดจากธรรมชาติทั้งหมด
  • สัดส่วนของสารต่างๆ ที่โฟกัสที่ ปริมาณสารออกฤทธิ์ ตั้งใจให้ร่างกายนำไปใช้ได้มากที่สุด เข้าระบบได้มากที่สุด (บางชนิดทานแล้วไม่ดูดซึมนะ ถ้าสนใจลองค้นเรื่อง bioavailability หรือค่าชีวประสิทธิผล ลองอ่านกันต่อไป)

และที่เป็นตัวเสริมทำให้การสร้าง NK Cell มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการรักษาโรคมะเร็ง คือ สารอาหาร melatonin ที่ช่วยให้นอนหลับสบาย หลับสนิทมากขึ้น ซึ่งจำเป็นมากที่จะให้เวลาร่างกาย พักเต็มที่ สร้างได้เต็มที่ นั่นเอง แน่นอนว่าหากไม่ได้เป็นการฉีดเข้าร่างกายโดยตรง ก็คือการให้ร่างกาย “สร้าง” เอง เพื่อต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง นั่นคือการทานอาหารเสริมที่มีสารอาหารดังกล่าวเข้าไปเพื่อให้ร่างกายดูดซึมและนำไปเสริมสร้าง NK Cell การทานควรมีความสม่ำเสมอ

วิธีการทานอาหารเสริม IMURA

ชงกับน้ำสะอาด ดื่มก่อนนอน ทุกวัน เลขที่อ.ย. : 1210516150077 ทานก่อนนอน ทุกวัน เสริมสร้างเซลล์ดี กำจัดเซลล์ร้าย อย่างต่อเนื่อง อาหารเสริม ช่วยสร้าง NK Cell เพิ่มภูมิคุ้มกัน จากสารสกัดจากธรรมชาติ สูตรเฉพาะจากงานวิจัย ที่ทำให้ประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันสูงสุดช่องทางการติดต่อ

สอบถามเพิ่มเติม :
บริษัท มามาสิตา จำกัด
Online Wellness Center ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย
I.M.U.RA
Line: @imuramamasita
Call : 094-986-3178
Inbox : m.me/imuramamasita